อบต. กับการจัดการปัญหาสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมตามกฎหมาย

บทที่ 11
การจัดการ เรื่อง การคุ้มครอง และรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
 

จากบทต้นๆ ที่ได้กล่าวถึงบทบาทของราชการส่วนท้องถิ่น และ อบต. ในด้านต่างๆ ที่จะจัดการการสาธารณสุข และสิ่งแวดล่อมของชุมชนท้องถิ่น เพื่อการคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชน ซึ่งเกี่ยวเนื่องมาจากมลพิษสิ่งแวดล้อม ทั้งที่เกิดจากการประกอบกิจการ หรือการกระทำใดๆ ของบุคคลใดๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของการคุ้มครอง และรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของชุมชนนั่นเอง

แต่โดยที่พระราชบัญญัติสภาตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ได้กำหนดให้ อบต. มีหน้าที่ที่ต้องทำอีกประการหนึ่ง ก็คือ "คุ้มครอง ดูแล และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม" แต่เมื่อตรวจสอบบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น ที่ให้อำนาจในการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นโดยตรง ยังไม่มีชัดเจน ที่เห็นว่าจะเกี่ยวข้องมากที่สุด ก็คือ พระราชบัญญัติส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 แต่ก็มิได้ให้อำนาจโดยตรง เป็นเพียงแต่ต้องดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ตามที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกำหนด หรือตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ซึ่งจะขอกล่าวในรายละเอียดต่อไป

พระราชบัญญัติส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535

โดยที่พระราชบัญญัติฯ นี้ ได้ให้ความหมาย "สิ่งแวดล้อม" หมายความว่า สิ่งต่างๆ ที่มีลักษณะทางกายภาพ ที่อยู่รอบตัวมนุษย์ ซึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์ได้ทำขึ้น และให้ความหมายของคำว่า "คุณภาพสิ่งแวดล้อม" คือ ดุลยภาพของธรรมชาติ อันได้แก่ สัตว์ พืช และทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ และสิ่งที่มนุษย์ได้ทำขึ้น ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ต่อการดำรงชีพ ของประชาชน และความสมบูรณ์สืบไปของมนุษยชาติ

ดังนั้น พระราชบัญญัตินี้ จึงเป็นกฎหมายที่ครอบคลุมถึงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของสังคม และชุมชนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นแหล่งต้นน้ำธรรมชาติ เขตอุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือเขตที่อาจมีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ด้วย ซึ่งมีวิธีการจัดการและควบคุมดังนี้

1. การกำหนดมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม

กฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมทั่วไป ในเรื่องต่อไปนี้ได้

  1. น้ำในแม่น้ำลำคลอง หนอง บึง ทะเลสาบ อ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำสาธารณะอื่นๆ
  2. น้ำทะเลชายฝั่ง รวมทั้งบริเวณปากแม่น้ำ
  3. น้ำบาดาล
  4. อากาศในบรรยากาศทั่วไป
  5. ระดับเสียง และความสั่นสะเทือนโดยทั่วไป และเรื่องอื่นๆ (มาตรา 32)

ซึ่งมาตรฐานเหล่านี้ จะเป็นสิ่งที่ราชการส่วนท้องถิ่น รวมทั้ง อบต. อาจนำมาเป็นตัวชี้วัดในการดูแล คุ้มครองสิ่งแวดล้อมโดยทั่วไป ของท้องถิ่นของตนได้ ปัจจุบันได้มีประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2537) เรื่อง กำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำ ชายทะเลชายฝั่ง และประกาศคณะกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2537) เรื่อง กำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดินแล้ว

2. การกำหนดเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม

ในกรณีที่ปรากฎว่า พื้นที่ใดเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร หรือมีระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติที่แตกต่างไป จากพื้นที่อื่นโดยทั่วไป หรือมีระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติ ที่อาจถูกทำลาย หรืออาจได้รับผลกระทบกระเทือน จากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ได้โดยง่าย หรือเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าทางธรรมชาติ หรือศิลปกรรมอันควรแก่การอนุรักษ์ และเขตนั้น ยังมิได้ถูกประกาศกำหนดให้เป็นอบตอนุรักษ์ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม มีอำนาจออกกฎกระทรวง กำหนดให้พื้นที่นั้น เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมได้ (มาตรา 43) (ดูแผนภูมิที่ 17)

แผนภูมิที่ 17 แสดงความสัมพันธ์ของ อบต. กับการจัดการตามพระราชบัญญัติส่งเสริมคุณภาพ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535

แสดงความสัมพันธ์ของ อบต. กับการจัดการตามพระราชบัญญัติส่งเสริมคุณภาพ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535

เมื่อรัฐมนตรีกำหนดให้พื้นที่ใด เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีฯ สามารถ (ก) กำหนดการใช้ที่ดิน (ข) ห้ามการกระทำการใดๆ ที่อาจเป็นอันตราย หรือก่อให้เกิดผลกระทบ (ค) กำหนดให้ประเภท และขนาดโครงการ หรือกิจการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชน ที่จะดำเนินการในพื้นที่นั้น ต้องเสนอรายงานการวิเคราะห์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อนได้ (จะกล่าวในรายละเอียดในข้อ 4) (ง) กำหนดวิธีการจัดการโดยเฉพาะ สำหรับพื้นที่นั้น (มาตรา 44) ซึ่งในส่วนนี้เอง ที่รัฐมนตรีฯ อาจกำหนดให้ส่วนวราชการใดๆ หรือราชการส่วนท้องถิ่น มีบทบาทหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เพื่อการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมนั้น อบต. จึงอาจเกี่ยวข้องในส่วนนี้ได้

3. การวางแผนการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม

  1. กฎหมายนี้ กำหนดให้รัฐมนตรีฯ โดยความเห็นของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ สามารถจัดทำแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม และต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะมีผลให้ส่วนราชการที่มีอำนาจหน้าที่ ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามแผนจัดการคุณภาพ สิ่งแวดล้อม โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ อาจขอให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จัดทำแผนรองรับแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมนั้นได้ (มาตรา 35) ซึ่งอาจรวมถึงราชการส่วนท้องถิ่นด้วย
  2. เมื่อมีแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมแล้ว กฎหมายกำหนดให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดในท้องที่ที่เป็น เขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อม หรือเขตควบคุมมลพิษ มีหน้าที่จัดทำแผนปฏิบัติการ เพื่อการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม ระดับจังหวัด (มาตรา 37)

    โดยเฉพาะพื้นที่เขตควบคุมมลพิษ เจ้าพนักงานท้องถิ่น รวมทั้งประธานกรรมการบริหาร อบต. มีหน้าที่จัดทำแผนปฏิบัติการ เพื่อลด หรือขจัดมลพิษ โดยดำเนินการดังนี้

    1. ทำการสำรวจ และเก็บข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งกำเนิด มลพิษที่มีอยู่ในพื้นที่
    2. จัดทำบัญชีแสดงจำนวน ประเภท และขนาดของแหล่งกำเนิดมลพิษที่สำรวจ
    3. ศึกษาวิเคราะห์ และประเมินมลพิษ และขอบเขตความรุนแรงของปัญหา และกำหนดมาตรการที่เหมาะสม และจำเป็น สำหรับลด และขจัดมลพิษนั้น

    ในการจัดทำแผนนี้ กฎหมายให้เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษ ให้คำแนะนำ และช่วยเหลือเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามความจำเป็น (มาตรา 60) และแผนปฏิบัติการนั้น ต้องเสนอประมาณการ และคำขอจัดสรรเงินงบประมาณแผ่นดิน และเงินกองทุนสำหรับก่อสร้าง หรือดำเนินการ เพื่อให้มีระบบบำบัดน้ำเสียรวม หรือระบบกำจัดของเสียรวม ตามความจำเป็น (มาตรา 61) ในส่วนนี้ได้กล่าวแล้วในเรื่อง การจัดการน้ำเสีย

4. การควบคุมให้มีการรายงานการวิเคราะห์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

  1. กฎหมายให้อำนาจแก่รัฐมนตรีฯ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กำหนดประเภท และขนาดของโครงการ หรือกิจการของส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเอกชน ซึ่งต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา (มาตรา 46)
  2. กรณีที่โครงการ หรือกิจการ ซึ่งต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นโครงการ หรือกิจการที่ต้องขออนุญาต จากทางราชการ ตามกฎหมายก่อนเริ่มการก่อสร้าง หรือดำเนินการ ต้องจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบต่อสำนักนโยบาย และแผนสิ่งแวดล้อมก่อน ซึ่งผู้มีอำนาจอนุญาตตามกฎหมายเฉพาะนั้น ต้องรอการสั่งอนุญาต จนกว่าผลการพิจารณารายงาน การวิเคราะห์ผลกระทบฯ นั้น จะเสร็จสิ้นเสียก่อน ซึ่งสำนักนโยบาย และแผนฯ จะแต่งตั้งให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการ เป็นผู้พิจารณารายงาน ผลกระทบฯ โดยคณะกรรมการฯ นั้น จะต้องมีผู้มีอำนาจอนุญาตโครงการ หรือกิจการนั้น หรือผู้แทน เป็นกรรมการอยู่ด้วย (มาตรา 48)
  3. คณะกรรมการผู้ชำนาญการ จะต้องดำเนินการพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ได้รับรายงานฯ จากสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม หากไม่เสร็จ ให้ถือว่าเห็นชอบ เมื่อคณะกรรมการฯ เห็นชอบ ก็ให้เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจอนุญาตกิจการ ตามกฎหมายเฉพาะ สั่งอนุญาตให้ประกอบกิจการนั้นได้ (มาตรา 49)
  4. นอกจากนี้ ในกรณีที่คณะกรรมการฯ ได้ให้ความเห็นชอบ ผู้มีอำนาจตามกฎหมายเฉพาะในการพิจารณาสั่งอนุญาต หรือต่ออายุใบอนุญาต มีหน้าที่นำมาตรการที่ได้เสนอไว้ ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ไปกำหนดเป็นเงื่อนไขในการสั่งการอนุญาต หรือต่ออนุญาตใบอนุญาต โดยถือว่าเป็นเงื่อนไขที่กำหนดตามกฎหมายในเรื่องนั้นด้วย (มาตรา 50)

    ดังนั้น ในส่วนนี้ราชการส่วนท้องถิ่น รวมทั้ง อบต. จะมีส่วนเกี่ยวข้อง ในกรณีของกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 ซึ่งผู้ประกอบกิจการนั้น ต้องขออนุญาตต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น หากกิจกรรมนั้นเข้าข่ายกิจการที่ต้องจัดทำรายงาน การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการก็จะต้องดำเนินการจัดทำรายงานฯ ต่อสำนักนโยบาย และแผนสิ่งแวดล้อม และนำผลการพิจารณานั้น มาประกอบการขออนุญาต หรือขอต่ออนุญาต ต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นด้วย ซึ่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นจะพิจารณาอนุญาต หรือต่ออายุใบอนุญาต โดยไม่รอผลการพิจารณารายงาน การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ของสำนักงานนโยบาย และแผนฯ มิได้ หากผลการพิจารณาไม่ผ่าน เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะต้องมีคำสั่งไม่อนุญาต แต่หากผ่านการพิจารณาก็พิจารณาอนุญาตกิจการนั้น โดยต้องนำเอามาตรการในรายงาน การวิเคราะห์ผลกระทบฯ นั้น มากำหนดเป็นเงื่อนไขในใบอนุญาตด้วย

กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 ที่ต้องจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อม ตามพระราชบัญญัติส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ได้แก่ กิจการในตารางเปรียบเทียบ ดังต่อไปนี้
 
โครงการ / กิจการที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ฯ
กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
1. การทำเหมืองตามกฎหมายว่าด้วยแร่ (ทุกขนาด)
6(6) การทำเหมืองแร่ การสะสม การแยก การคัดเลือก หรือการล้างแร่
2. การอุตสาหกรรม
 
2.1) เปโตรเคมี (ที่ใช้วัตถุดิบ ตั้งแต่ 100 ตันต่อวันขึ้นไป)
12(3) การผลิต การกลั่น การสะสม การขนส่งน้ำมันปิโตรเลียม หรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่างๆ
2.2) กลั่นน้ำมันปิโตรเลียม
12(3) (ข้างต้น
2.3) แยก หรือแปรสภาพก๊าซธรรมชาติ (ทุกขนาด)
12(2) การผลิต การบรรจุ การสะสม การขนส่งก๊าซ
2.4) Chlor-alkaline insustry ที่ใช้ NaCl เป็นวัตถุดิบ เพื่อผลิต Na2CO3, NaOH, HCl, Cl2, NaOCl และ ปูนคลอรีน (กำลังผลิตตั้งแต่ 100 ตันต่อวันขึ้นไป)
12(1) การผลิต การบรรจุ การสะสม การขนส่งกรด ด่าง สารออกซิไดส์ หรือตัวทำละลาย
2.5) เหล็ก หรือเหล็กกล้า (กำลังผลิตตั้งแต่ 100 ตัน/วันขึ้นไป)
6(2) การหลอม การหล่อ การถลุงแร่ หรือโลหะทุกชนิด ยกเว้นกิจการใน 6(1)
2.6) ถลุงโลหะ / หลอมโลหะที่มิใช่เหล็ก / เหล็กกล้า (กำลังผลิตตั้งแต่ 50 ตัน/วันขึ้นไป)
6(2) (ข้างต้น)
2.7) ผลิตสารออกฤทธิ์ หรือสารกำจัดศัตรูพืช หรือสัตว์ โดยใช้กระบวนการทางเคมี (ทุกขนาด)
12(16) การผลิต การบรรจุ การสะสม การขนส่งสารกำจัดศัตรูพืช หรือพาหะนำโรค
2.8) ผลิตปุ๋ยเคมี โดยกระบวนการทางเคมี (ทุกขนาด)
5(7) การผลิต การสะสมปุ๋ย
2.9) ผลิตน้ำตาลทรายดิบ น้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ (ทุกขนาด)
3(13) การผลิต การแบ่งบรรจุน้ำตาล
2.10) ผลิตกลูโคส เด็กซ์โทรส ฟรักโทส หรือผลิตภัณฑ์อื่นที่คล้ายคลึง (กำลังผลิตตั้งแต่ 20 ตัน/วันขึ้นไป)
3(13) (ข้างต้น)
3. โรงแรม หรือสถานตากอากาศ (ตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป)
9(3) การประกอบกิจการโรงแรม หรือกิจการอื่นในทำนองเดียวกัน
- กิจการกำจัดสิ่งปฏิกูล ซึ่งทำเป็นธุรกิจต้องขออนุญาต ตามมาตรา 19
4. โรงงานปรับคุณภาพของเสียรวม เฉพาะสิ่งปฏิกูล หรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ตามกฎหมายโรงงาน (ทุกขนาด)
 
5. ระบบการขนส่งปิโตรเลี่ยม และน้ำมันเชื้อเพลิงทางท่อ (ทุกขนาด)
12(3) (ข้างต้น)

 

 

ระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์กลาง
เพื่อการสื่อสารในภาครัฐ Log In
  • สมัครขอใช้งานอีเมล์
  • วิธีแก้ปัญหาการใช้ mailgothai
  • การส่งเอกสารเพื่อเปิดใช้อีเมล์
  • มีปัญหาติดต่อสอบถามได้ที่
    โทร 0-2590-4290
    ระบบฐานข้อมูลกลาง Login
    สอบถามข้อมูลได้ที่
    โทร 0-2590-4293
     
    สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
    สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ
    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
    เว็บไซต์ สำนักที่ปรึกษา กรมอนามัย รูปแบบใหม่ เป็นอย่างไรในความคิดคุณ