อบต. กับการจัดการปัญหาสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมตามกฎหมาย
 
บทที่ 7
การจัดการ เรื่อง การป้องกันโรค หรืออันตรายต่อสุขภาพ จากการประกอบกิจการ หรืออุตสาหกรรมในครัวเรือน
 

   ในชุมชนที่มีความเจริญ และมีประชากรหนาแน่นมากขึ้น ซึ่งมักเรียกว่า "ชุมชนเมือง" สภาวะทางเศรษฐกิจก็จะเจริญตามไปด้วย ธุรกิจพาณิชย์ และการประกอบกิจการประเภทต่างๆ ก็จะงอกเงยตามมาด้วย ในเขตชุมชนเมืองนั้น เขต อบต. โดยทั่วไปคงเป็นที่ยอมรับกันว่า ยังคงมีลักษณะชุมชนชนบทเป็นส่วนใหญ่ จะมีบ้างที่อยู่ในเขตเมือง หรือเป็น อบต. ชั้น 1 (ซึ่งต้องมีรายได้ไม่น้อยกว่า 20 ล้านต่อปี) ก็จะมีสถานประกอบการประเภทต่างๆ มากกว่าที่อื่นๆ และในบางเขต อบต. ที่อยู่ในพื้นที่การอุตสาหกรรม ก็จะมีโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งขนาดเล็ก ปานกลาง และขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ อบต. มากเช่นกัน

   สถานประกอบกิจการ หรือโรงงานต่างๆ โดยทั่วไป ล้วนแต่เป็นกิจการที่ทำการผลิต ประกอบ ประดิษฐ์ ตกแต่ง ให้เป็นสิ่งของ หรือสินค้า ซึ่งเป็นปัจจัยสี่ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน เช่น โรงงานผลิตอุปกรณ์โลหะ เฟอร์นิเจอร์ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม หรือเครื่องใช้นานาชนิด รวมทั้งการเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น หรือบางประเภทก็เป็นกิจการให้บริการ เช่น สถานอาบอบนวด แต่งผม ดิสโก้เทค อู่ซ่อมรถ เป็นต้น ซึ่งล่วนแต่เป็นกิจการเพื่อส่งเสริมความสะดวกสบาย สำหรับการดำรงชีวิตของประชาชน นั่นเอง

   แต่เนื่องจากในกระบวนการผลิต หรือให้บริการของกิจการต่างๆ นั้น จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อที่เป็นวัตถุดิบ (Raw Material) ในกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นหิน ดิน ทราย น้ำ ป่าไม้ อากาศ เชื้อเพลิง และอื่นๆ และในขั้นตอนการผลิต ก็ต้องใช้กรรมวิธี (Process) ซึ่งจะสลับซับซ้อนมากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับประเภทของผลิตภัณฑ์ ซึ่งในกระบวนการผลิตทุกประเภท นอกจากจะได้ผลิตภัณฑ์ (Product) หรือสินค้าที่เป็นประโยชน์แล้ว ยังมีสิ่งที่ทำให้เกิดโรค หรือ มลพิษ (Pollutant) ซึ่งเป็นผลพลอยได้ที่ไม่พึงประสงค์ อีกด้วยเสมอ ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย ของประชาชนโดยตรง

   โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 50 บัญญัติว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการ หรือประกอบอาชีพ และการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม การจำกัดเสรีภาพตามวรรหนึ่ง จะกระทำมิได้ เว้นแต่ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมายเฉพาะ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาด หรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน"

   ดังนั้น ประชาชนโดยทั่วไปจึงมีสิทธิเสรีภาพ ในการประกอบกิจการ ทั้งนี้ ต้องไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ และการคุ้มครองประชาชน และสาธารณะนั่นเอง

   ด้วยเหตุนี้ สถานประกอบกิจการ หรือโรงงานประเภทต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชน ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับชุมชน แต่ก็จำเป็นต้องมีการควบคุมดูแล ให้มีการใช้ กรรมวิธีการผลิตที่สะอาด (Clean Technology) และใช้ เทคโนโลยีที่จะป้องกัน หรือควบคุมมลพิษ ที่เกิดขึ้นจากการผลิต หรือการประกอบกิจการอย่างเพียงพอ เพื่อมิให้ประชาชนในเขตชุมชนนั้น ต้องได้รับผลกระทบต่อ สุขภาพอนามัย และการดำรงชีพ โดยปกติสุข จากการประกอบกิจการดังกล่าว หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือ การประกอบกิจการใดๆ จำเป็นต้องดำเนินกิจการให้ ต้องด้วยลักษณะ หรือ ปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์มาตรฐาน ทางวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อม และมิให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย ของประชาชนนั่นเอง

    การควบคุมดูแลการประกอบกิจการในเขตท้องถิ่น ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงเป็นภารกิจหนึ่ง ที่ราชการส่วนท้องถิ่น จำเป็นต้องดำเนินการ

   ในการควบคุมการประกอบกิจการประเภทต่างๆ ของราชการส่วนท้องถิ่น จำเป็นต้องอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คือ พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 เป็นสำคัญ ส่วนพระราชบัญญัติส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 จะเกี่ยวข้องเฉพาะกรณีที่ถูกกำหนดให้เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ ซึ่งได้กล่าวไว้แล้วในบทที่ 6 เรื่องน้ำเสีย ส่วนพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการ ที่เป็นโรงงานโดยตรง แต่เนื่องจากกฎหมายโรงงาน มิได้กำหนดบทบาทของราชการส่วนท้องถิ่นแต่อย่างใด (ดูแผนภูมิที่ 10) ในที่นี้ จึงขอกล่าวเฉพาะพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 เท่านั้น

แผนภูมิที่ 10 แสดงมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมกิจการ / โรงงาน ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ ต่อประชาชนในชุมชน

แสดงมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมกิจการ / โรงงาน ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ ต่อประชาชนในชุมชน

พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535

ในการควบคุมสถานประกอบกิจการ หรือโรงงานต่างๆ ตามกฎหมายสาธารณสุข ได้บัญญัติไว้ในหมวด 7 ว่าด้วย กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งกำหนดวิธีการควบคุมไว้ดังนี้

แผนภูมิที่ 11 แสดงระบบการควบคุมกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ของราชการส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535

แสดงระบบการควบคุมกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ของราชการส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535

1. การกำหนดกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

กฎหมายให้อำนาจแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยคำแนะนำของคณะกรรมการสาธารณสุข กำหนดให้กิจการใดๆ เป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา (มาตรา 31) ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะพิจารณากิจการ ที่มีกระบวนการผลิต หรือกรรมวิธีการผลิต หรือมีลักษณะของการประกอบกิจการ ที่ก่อให้เกิดมลพิษ หรือสิ่งที่ทำให้เกิดโรค ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน ที่อยู่ในบริเวณนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น มลพิษทางอากาศ ทางน้ำ ทางดิน ทางเสียง แสง ความร้อน ความสั่นสะเทือน รังสี ฝุ่นละออง เขม่า เถ้า ฯลฯ กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพนี้ ไม่จำกัดว่า จะเป็นโรงงานตามกฎหมาย ว่าด้วยโรงงาน หรือเป็นกิจการที่มีลักษณะของอุตสาหกรรม ในครัวเรือน ก็เข้าข่ายของกิจการ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะประเภทของการประกอบกิจการนั้น

ปัจจุบัน มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่ 5/2538 เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไปเล่มที่ 112 ตอนที่ 58 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2538 ประกอบด้วยกิจการประเภทต่างๆ รวม 130 ประเภท (ตามบัญชีแนบท้ายบทที่ 7 นี้)

2. การควบคุมกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของราชการส่วนท้องถิ่น (อบต.)

  1. การกำหนดกิจการที่ต้องควบคุมในท้องถิ่น

    เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ประกาศรายชื่อ กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ในประกาศกระทรวงสาธารณสุขข้างต้นแล้ว แต่การประกาศดังกล่าว ก็ยังไม่มีผลบังคับใช้ในเขตราชการ ส่วนท้องถิ่นต่างๆ ทั้งนี้เพราะ บทบัญญัติมาตรา 32(1) กำหนดให้ราชการส่วนท้องถิ่น มีอำนาจออกข้อกำหนดของท้องถิ่น (ซึ่งหมายถึง ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร / จังหวัด เทศบัญญัติ ข้อบังคับสุขาภิบาล / ตำบล แล้วแต่กรณี) "กำหนดประเภทของกิจการตามมาตรา 31 บางกิจการ หรือทุกกิจการ ให้เป็น กิจการที่ต้องควบคุมในท้องถิ่นนั้น" ก็ได้

    ดังนั้น ท้องถิ่น อบต.ใด ที่ต้องการควบคุมกิจการ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพประเภทใด อบต. นั้น จะต้องออกข้อบังคับตำบล กำหนดให้กิจการนั้นๆ เป็นกิจการที่ต้องควบคุมในท้องถิ่น นั้นเสียก่อน ซึ่งจะกำหนดกิจการทุกประเภท ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่ 5/2538 หรือกำหนดเพียงบางกิจการก็ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่า ในท้องถิ่น อบต. มีกิจการนั้นหรือไม่? และก่อปัญหาด้านสาธารณสุขสิ่งแวดล้อม ในเขตท้องถิ่นนั้นหรือไม่?

  2. การพิจารณาอนุญาตให้ประกอบกิจการ

    เมื่อ อบต. ออกข้อบังคับตำบล กำหนดให้กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ประเภทใด เป็น กิจการที่ต้องควบคุมในท้องถิ่น อบต. ภายในระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ข้อบังคับตำบลมีผลใช้บังคับ ผู้ประกอบกิจการประเภทนั้นๆ ไม่ว่าจะดำเนินกิจการนั้นอยู่ก่อน มีข้อบังคับตำบล หรือเป็นผู้ประกอบการกิจการรายใหม่ จะต้องดำเนินการขออนุญาตประกอบกิจการ ต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น (ประธานกรรมการบริหาร อบต.) ก่อนดำเนินกิจการนั้น (มาตรา 33) ซึ่งใบอนุญาตจะใช้ได้เฉพาะในเขตท้องถิ่นนั้น สำหรับกิจการประเภทเดียว และสำหรับสถานที่แห่งเดียวเท่านั้น (มาตรา 33 วรรค 3)

    1. ผู้ที่ประสงค์จะประกอบกิจการ ต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตต่อ ประธารกรรมการบริหาร อบต. ตามแบบคำขอ พร้อมหลักฐานตามที่ อบต. กำหนดไว้ในข้อบังคับตำบล (มาตรา 54)
    2. เมื่อได้รับคำขอใบอนุญาตจากผู้ประกอบกิจการใด ประธานกรรมการบริหาร อบต. อาจขอให้เจ้าพนักงานสาธารณสุข (หัวหน้าสถานีอนามัยตำบล) หรือหัวหน้าส่วนสาธารณสุข ดำเนินการตรวจสอบอาคาร สถานประกอบการด้านสุขลักษณะ อุปกรณ์เครื่องมือ ระบบการป้องกันอันตราย หรืออุบัติภัย ระบบการกำจัดสิ่งปฏิกูลมูลฝอย หรือมลพิษอื่นๆ ที่จำเป็น สำหรับการประกอบกิจการนั้นๆ เพื่อเป็นหลักประกันว่า จะสามารถป้องกันมิให้เกิดเหตุ ที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนในเขตท้องถิ่น อบต. นั้น
    3. หากพบว่า สถานประกอบกิจการนั้น มีความถูกต้องครบถ้วน ตามหลักวิชาการ เจ้าพนักงานสาธารณสุขก็เสนอให้ประธานฯ (เจ้าพนักงานท้องถิ่น) พิจารณาอนุญาตให้ประกอบกิจการได้
    4. แต่หากพบว่า ไม่ถูกต้อง และสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ ก็อาจให้เวลาในการปรับปรุงแก้ไขก่อน จึงจะพิจารณาอนุญาตก็ได้
    5. ส่วนกรณีที่พิจารณาเห็นว่า ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง และไม่อาจแก้ไขได้ หรือผู้ประกอบกิจการไม่แก้ไข ตามข้อแนะนำ เจ้าพนักงานสาธารณสุขก็อาจเสนอให้ประธานฯ (เจ้าพนักงานท้องถิ่น) มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกอบกิจการ ในเขตท้องถิ่นนั้นได้

    ซึ่งการพิจาณาการอนุญาตดังกล่าว เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้น ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอใบอนุญาตที่สมบูรณ์ กรณีที่จำเป๋น อาจขยายเวลาได้อีก 2 ครั้งๆ ละไม่เกิน 15 วัน ทั้งนี้ เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องแจ้ง เป็นหนังสือพร้อมเหตุผล ให้ผู้ประกอบกิจการทราบด้วย (มาตรา 56) และใบอนุญาตนี้จะมีอายุเพียง 1 ปี ซึ่งผู้ประกอบกิจการต้องต่ออายุใบอนุญาต ก่อนใบอนุญาตนั้นหมดอายุ (มาตรา 55) และผู้ประกอบกิจการที่ได้รับอนุญาต ต้องเสียค่าธรรมเนียม การออกใบอนุญาตให้แก่ ราชการส่วนท้องถิ่น (อบต.) ตามอัตรา และระยะเวลาที่ อบต. กำหนดไว้ ในข้อบังคับตำบล (มาตรา 65) ทั้งนี้ อัตราค่าธรรมเนียมต้องกำหนดไม่เกินกว่า ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2536) ออกตามความในพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 (มาตรา 63)

  3. อำนาจในการกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขทั่วไป

    ตามบทบัญญัติมาตรา 32(2) บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลการประกอบกิจการ (ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ) ให้ราชการส่วนท้องถิ่น มีอำนาจออกข้อกำหนดของท้องถิ่น (2) กำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขทั่วไป สำหรับให้ผู้ดำเนินกิจการตาม (1) (ซึ่งหมายถึง กิจการที่ราชการส่วนท้องถิ่นได้กำหนดให้ เป็นกิจการที่ต้องควบคุมในท้องถิ่นนั้น) ปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลสภาพ หรือสุขลักษณะของสถานที่ ที่ใช้ดำเนินกิจการ และมาตรการป้องกันอันตรายต่อสุขภาพ"

    นอกจากการควบคุมด้วยมาตรการ การอนุญาตแล้ว กฎหมายยังให้อำนาจแก่ อบต. ในการกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขทั่วไป ให้ผู้ประกอบกิจการที่ได้รับอนุญาตแล้ว ต้องปฏิบัติตาม เพื่อการกำกับดูแลมิให้ผู้ประกอบกิจการ ดำเนินกิจการโดยไม่ต้องด้วย สุขลักษณะ อันอาจเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ หรือเหตุเดือดร้อนรำคาญ แก่ชุมชนข้างเคียงได้

    หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขทั่วไปนี้ อาจแยกได้เป็น 2 ส่วน คือ

    1. การดูแลสภาพ หรือสุขลักษณะของสถานที่ที่ใช้ดำเนินกิจการ ซึ่งหมายถึง สภาวะการณ์สุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ของสถานประกอบการ ทั้งในด้านการดูแลรักษาความสะอาด ความเป็นระเบียบของโครงสร้างอาคาร การรักษาสภาพการใช้งานของเครื่องมือ อุปกรณ์ ระบบระบายอากาศ ระบบการกำจัดสิ่งปฏิกูลมูลฝอย เป็นต้น ให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดี
    2. มาตรการป้องกันอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งหมายถึง ระบบการป้องกันอุบัติภัย อัคคีภัย ระบบการกำจัดน้ำเสีย ระบบการป้องกันการปนเปื้อน ในผลิตภัณฑ์อาหาร รวมทั้งระบบการป้องกันตนเอง ของผู้ปฏิบัติ ในสถานประกอบการนั้นๆ ด้วย ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาด้านมลพิษ ที่อาจจะมีผลกระทบต่อสุขภาพของคนงาน ชุมชนข้างเคัยง และประชาชนทั่วไป

    การกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น ราชการส่วนท้องถิ่นจำเป็นจะต้องอาศัยความรู้ ทางด้านวิชาการ ของนักวิชาการสาขาสุขภิบาลสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข สาขาอนามัยสิ่งแวดล้อม สาขาวิทยาศาสตร์ และอื่นๆ เพื่อร่วมกันกำหนด โดยพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และสภาวะทางสังคมของสังคมไทย ดังนั้น จึงขอเสนอให้ อบต. ดำเนินการเรื่องนี้ โดยการจัดตั้งเป็นคณะทำงานร่วมกัน ระหว่างราชการส่วนท้องถิ่น กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ศูนย์อนามัยสิ่งแวดล้อมเขต กองวิชาการที่เกี่ยวข้อง และสถาบันการศึกษาต่างๆ และถ้าเป็นไปได้ ควรจะได้เปิดโอกาสให้ฝ่ายผู้ประกอบกิจการ ที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วม ในการพิจารณา หรือให้ความเห็นด้วย

  4. อำนาจในการกำหนดเงื่อนไขในใบอนุญาต

    ตามบทบัญญัติมาตรา 33 วรรคสอง กำหนดว่า "ในการออกใบอนุญาตตามวรรคหนึ่ง เจ้าพนักงานท้องถิ่น อาจกำหนดเงื่อนไขโดยเฉพาะ ให้ผู้รับใบอนุญาตปฏิบัติ เพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพ ของสาธารณชน เพิ่มเติมจากที่กำหนดไว้ โดยทั่วไป ในข้อกำหนดของท้องถิ่น ตามมาตรา 32(2) ก็ได้"

    ดังนั้น เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขการปฏิบัติ ของผู้ประกอบกิจการเพิ่มเติม จากที่ได้กำหนดในหลักเกณฑ์ทั่วไปได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความจำเป็นจองลักษณะของกิจการนั้นๆ เพื่อการป้องกันอันตราย ต่อสุขภาพของสาธารณชน ซึ่งหลักเกณฑ์ทั่วไปไป มิได้กำหนดไว้

    ซึ่งจะมีผลให้ผู้ประกอบกิจการ ที่ได้รับเงื่อนไขเฉพาะดังกล่าว ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้น หากไม่ปฏิบัติตามก็จะมีความผิดตามกฎหมาย คือ มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท (มาตรา 76)

    มาตรการข้างต้นนี้ เป็นมาตรการที่กำหนดขึ้น เพื่อแก้ปัญหาในกรณีที่ไม่สามารถกำหนดหลักเกณฑ์ทั่วไปได้อย่างครอบคลุม ลักษณะปัญหาของกิจการนั้นๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ของประชาชนได้ จึงนับว่า เป็นความรอบคอบของผู้ยกร่างกฎหมาย

3. กรณีการควบคุมกิจการที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ

  1. ตามหลักกฎหมาย กิจการใดที่เข้าข่ายการควบคุม ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นๆ เสมอ
  2. การประกอบกิจการใดๆ ที่เข้าข่ายกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และมีลักษณะเป็นโรงงาน (ซึ่งหมายถึง สถานประกอบกิจการที่ใช้เครื่องจักร ที่มีแรงม้าตั้งแต่ 5 แรงม้าขึ้นไป หรือใช้คนงานตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป โดยใช้เครื่องจักร หรือไม่ก็ตาม โดยเฉพาะโรงงานจำพวกที่ 3) ผู้ประกอบกิจการนั้น ต้องขออนุญาตต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 และต้องขออนุญาตต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 ทั้ง 2 ฉบับ และหากว่ากิจการโรงงานนั้น ทำการผลิตอาหาร ก็ต้องขออนุญาตต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ด้วย นอกจากนี้ หากสถานประกอบกิจการ เป็นอาคารต้องก่อสร้าง ผู้ประกอบการยังต้องขออนุญาตการก่อสร้างอาคาร ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522
  3. โดยที่ราชการส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบต. ซึ่งยังไม่มีศักยภาพทางด้านวิชาการ และกำลังคน ดังนั้น ในกรณีการพิจาณาอนุญาตโรงงานอุตสาหกรรม อบต. จึงจำเป็นต้องอาศัยหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขทางวิชาการ ตามกฎกระทรวงว่าด้วยโรงงาน ซึ่งอาจขอความร่วมมือ จากเจ้าพนักงานของกรมโรงงานอุตสาหกรรม หรืออุตสาหกรรมจังหวัด ก็ได้ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพิจารณา อนุญาตตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 ได้ (ในขณะที่ยังไม่มีหลักเกณฑ์ด้านสุขลักษณะ)
  4. ในกรณีที่เจ้าพนักงานท้องถิ่น (อบต.) ตรวจพบว่า โรงงานใดประกอบกิจการที่เข้าข่าย กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งราชการส่วนท้องถิ่นนั้นๆ ได้ออกข้อกำหนดของท้องถิ่น กำหนดให้กิจการ หรือโรงงานประเภทนั้นๆ เป็นกิจการที่ต้องควบคุม ในท้องถิ่นนั้นแล้ว อบต. ต้องแจ้งเรื่อง และแนะนำให้ผู้ประกอบกิจการนั้นๆ ทราบถึง บทบัญญัติแห่งกฎหมายการสาธารณสุข เพื่อให้ผู้ประกอบการได้เข้าใจ และดำเนินการขออนุญาต ต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น (อบต.)
  5. ในการพิจารณาอนุญาตกิจการที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ คณะกรรมการสาธารณสุข โดยมติคณะกรรมการสาธารณสุข ครั้งที่ 1/2538 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2538 ได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้
    1. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งผู้แทน ที่มีอำนาจในการพิจารณาอนุญาตร่วมกัน เป็นคณะกรรมการพิจารณาอนุญาต ทีเดียวพร้อมกัน หรือ
    2. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานงานกัน เพื่อนำเอาเงื่อนไขของแต่ละฝ่าย มาประกอบเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาอนุญาต เพื่อมิให้การอนุญาตแต่ละหน่วยงาน ต้องขัดแย้งกัน หรือ
    3. ในกรณีที่ไม่อาจกระทำตามข้อ 1 และ 2 ได้ ให้แต่หน่วยงานที่พิจารณาอนุญาต กำหนดเงื่อนไขไว้ในใบอนุญาตว่า หากการประกอบกิจการดังกล่าว ขัดต่อกฎหมายอื่นใด ที่เกี่ยวข้อง ผู้อนุญาตมีสิทธิเพิกถอนใบอนุญาตนั้นได้
    4. ในกรณีที่เจ้าพนักงานท้องถิ่น พิจารณาเห็นว่า โรงงานที่มาขออนุญาตตามกฎหมายสาธารณสุข ไม่สมควรได้รับการอนุญาต ด้วยเหตุผลด้านสุขลักษณะ ตามกฎหมายการสาธารณสุขที่ชัดเจน ถึงแม้ว่าโรงงานดังกล่าว จะได้รับใบอนุญาตจากกรม โรงงานอุตสาหกรรม หรืออุตสาหกรรมจังหวัดแล้ว อบต. ก็อาจแจ้งเรื่องให้กรม โรงงานอุตสาหกรรม หรืออุตสาหกรรมจังหวัด แล้วแต่กรณี พิจารณาทบทวนการอนุญาตเป็นกรณีๆ ได้
  6. ในกรณีที่มีการร้องเรียน เรื่อง เหตุรำคาญจากการประกอบกิจการโรงงาน เจ้าพนักงานท้องถิ่น (อบต.) ต้องดำเนินการตรวจสอบ หากพบว่า เป็นเหตุรำคาญให้ดำเนินการ ตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายสาธารณสุข (รายละเอียดดูในบทที่ 10) แต่อย่างไรก็ตาม อบต. ก็สามารถประสานงานให้กรมโรงงานฯ หรืออุตสาหกรรมจังหวัด ให้ดำเนินการควบคุมโรงงาน เพื่อให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายโรงงานได้ โดยเฉพาะการปฏิบัติตามเงื่อนไข ในใบอนุญาตประกอบกิจการของโรงงานนั้นๆ

 

บัญชีรายชื่อ
กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่ 5/2538

 

1. กิจการที่เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์

  1. การเลี้ยงสัตว์บก สัตว์ปีก สัตว์น้ำ สัตว์เลื้อยคลาน หรือแมลง
  2. การเลี้ยงสัตว์เพื่อรีดเอาน้ำนม
  3. การประกอบกิจการเลี้ยง รวบรวมสัตว์ หรือธุรกิจอื่นใด อันมีลักษณะทำนองเดียวกัน เพื่อประชาชนเข้าชม หรือเพื่อประโยชน์ของกิจการนั้น ทั้งนี้จะมีการเรียกเก็บค่าดู หรือค่าบริการไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม หรือไม่ก็ตาม

2. กิจการที่เกี่ยวกับสัตว์ และผลิตภัณฑ์

  1. การฆ่าสัตว์ ยกเว้นในสถานที่จำหน่ายอาหาร การเร่ขาย การขายในตลอด และการฆ่าเพื่อบริโภคในครัวเรือน
  2. การฟอกหนังสัตว์ ขนสัตว์ การสะสมหนังสัตว์ ขนสัตว์ที่ยังไม่ได้ฟอก
  3. การสะสมเขาสัตว์ กระดูกสัตว์ ที่ยังมิได้แปรรูป
  4. การเคี่ยวหนังสัตว์ เอ็นสัตว์ ไขสัตว์
  5. การต้ม การตาก การเผา เปลือกหอย เปลือกปู เปลือกกุ้ง ยกเว้นในสถานที่จำหน่ายอาหาร การเร่ขาย และการขายใจตลาด
  6. การประดิษฐ์เครื่องใช้ หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากเปลือกหอย กระดูกสัตว์ เขาสัตว์ หนังสัตว์ ขนสัตว์ หรือส่วนอื่นๆ ของสัตว์
  7. การผลิต การโม่ การป่น การบด การผสม การบรรจุ การสะสม หรือการกระทำอื่นใดต่อสัตว์ หรือพืช หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของสัตว์ หรือพืช เพื่อเป็นอาหารสัตว์
  8. การสะสม หรือการล้างครั่ง

3. กิจการที่เกี่ยวกับอาหาร เครื่องดื่ม น้ำดื่ม

  1. การผลิตเนย เนยเทียม
  2. การผลิตกะปิ น้ำพริกแกง น้ำพริกเผา น้ำปลา น้ำเคย น้ำบูดู ไตปลา เต้าเจี้ยว ซีอี๊ว หอยดอง หรือซอสปรุงรสอื่นๆ ยกเว้น การผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือน
  3. การผลิต การหมัก การสะสมปลาร้า ปลาเจ่า กุ้งเจ่า ยกเว้นการผลิตเพื่อบริโภค ในครัวเรือน
  4. การตากเนื้อสัตว์ การผลิตเนื้อสัตว์เค็ม การเคี่ยวมันกุ้ง ยกเว้นการผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือน
  5. การนึ่ง การต้ม การเคี่ยว การตาก หรือวิฑีอื่นใด ในการผลิตอาหารจากสัตว์ พืช ยกเว้นในสถานที่จำหน่ายอาหาร การเร่ขาย การขายในตลาด และการผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือน
  6. การเคี่ยวน้ำมันหมู การผลิตกุนเชียง หมูยอ ไส้กรอก หมูตั้ง ยกเว้นในสถานที่จำหน่ายอาหาร การเร่ขาย การขายในตลาด และการผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือน
  7. การผลิตเส้นหมี่ ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว เต้าฮวย เต้าหู้ วุ้นเส้นเกี้ยวอี๋
  8. การผลิตแบะแซ
  9. การผลิตอาหารบรรจุกระป๋อง ขวด หรือภาชนะอื่นใด
  10. การประกอบกิจการทำขนมปังสด ขนมปังแห้ง จันอับขนมเปี๊ยะ
  11. การแกะ การล้างสัตว์น้ำ ที่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของกิจการห้องเย็น ยกเว้นการผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือน
  12. การผลิตน้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำโซดา น้ำถั่วเหลือง เครื่องดื่มชนิดต่างๆ บรรจุกระป๋อง ขวด หรือภาชนะอื่นใด ยกเว้นการผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือน
  13. การผลิต การแบ่งบรรจุน้ำตาล
  14. การผลิตผลิตภัณฑ์จากน้ำนมวัว
  15. การผลิต การแบ่ง บรรจุเอททิลแอลกอฮอล์ สุรา เบียร์ น้ำส้มสายชู
  16. การคั่วกาแฟ
  17. การผลิตลูกชิ้นด้วยเครื่องจักร
  18. การผลิตผงชูรส
  19. การผลิตน้ำกลั่น น้ำบริโภค
  20. การตาก การหมัก การดองผัก ผลไม้ หรือพืชอย่างอื่น ยกเว้นการผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือน
  21. การผลิต การบรรจุใบชาแห้ง ชาผง หรือเครื่องดื่มชนิดผงอื่นๆ
  22. การผลิตไอศกรีม ยกเว้นการผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือน
  23. การผลิตบะหมี่ มักกะโรนี หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน
  24. การประกอบกิจการห้องแช่แข็งอาหาร
  25. การผลิตน้ำแข็ง ยกเว้นการผลิตเพื่อใช้ในสถานที่จำหน่ายอาหาร และเพื่อบริโภคในครัวเรือน
  26. การเก็บ การถนอมอาหาร ด้วยเครื่องจักรที่มีกำลังตั้งแต่ 5 แรงม้าขึ้นไป

4. กิจการที่เกี่ยวกับยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ชำระล้าง

  1. การผลิต การโม่ การบด การผสม การบรรจุยาด้วยเครื่องจักร
  2. การผลิต การบรรจุยาสีฟัน แชมพู ผ้าเย็น กระดาษเย็น เครื่องสำอางต่างๆ
  3. การผลิตสำลี ผลิตภัณฑ์จากสำลี
  4. การผลิตผ้าพันแผล ผ้าปิดแผล ผ้าอนามัย ผ้าอ้อมสำเร็วรูป
  5. การผลิตสบู่ ผงซักฟอก ผลิตภัณฑ์ชำระล้างต่างๆ

5. กิจการที่เกี่ยวกับการเกษตร

  1. การอัด การสกัดเอาน้ำมันจากพืช
  2. การล้าง การอบ การรม การสะสมยางดิบ
  3. การผลิตแป้งมันสำปะหลัง แป้งสาคู หรือแป้งอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน ด้วยเครื่องจักร
  4. การสีข้าวด้วยเครื่องจักร
  5. การผลิตยาสูบ
  6. การขัด การกระเทาะ การบดเมล็ดพืช การนวดข้าวด้วยเครื่องจักร
  7. การผลิต การสะสมปุ๋ย
  8. การผลิตใยมะพร้าว หรือวัตถุที่คล้ายคลึงด้วยเครื่องจักร
  9. การตาก การสะสม หรือการขนถ่ายมันสำปะหลัง

6. กิจการที่เกี่ยวกับโลห หรือแร่

  1. การผลิตโลหะเป็นภาชนะ เครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ หรือเครื่องใช้ต่างๆ
  2. การหลอม การหล่อ การถลุงแร่ หรือโลหะทุกชนิด ยกเว้นกิจการใน (1)
  3. การกลึง การเจาะ การเชื่อม การตี การตัด การประสาน การรีด การอัดโลหะ ด้วยเครื่องจักร หรือก๊าซ หรือไฟฟ้า ยกเว้นกิจการใน (1)
  4. การเคลือบ การชุบโลหะด้วยตะกั่ว สังกะสี ดีบุก โครเมี่ยมนิเเกิล หรือโลหะอื่นใด ยกเว้นกิจการใน (1)
  5. การขัด การล้าง โลหะด้วยเครื่องจักร สารเคมี หรือวิธีอื่น
  6. การทำเหมืองแร่ การสะสม การแยกการคัดเลือก หรือการล้างแร่

7. กิจการเกี่ยวกับยานยนต์ เครื่องจักร เครื่องกล

  1. การต่อ การประกอบ การเคาะ การปะผุ การพ่นสี การพ่นสารกันสนิม ยานยนต์
  2. การตั้งศูนย์ถ่วงล้อม การซ่อม การปรับแต่งระบบปรับอากาศ หรืออุปกรณ์ที่เป็นส่วนประกอบของยานยนต์ เครื่องจักร หรือเครื่องกล
  3. การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยานยนต์ เครื่องจักร หรือเครื่องกล ซึ่งมีไว้บริการ หรือจำหน่าย และในการประกอบธุรกิจนั้น มีการซ่อม หรือปรับปรุงยานยนต์ เครื่องจักร หรือเครื่องกลดังกล่าวด้วย
  4. การล้าง การอัดฉีดยานยนต์
  5. การผลิต การซ่อม การอัดแบตเตอรี่
  6. การปะ การเชื่อมยาง
  7. การอัดผ้าเบรค ผ้าคลัช

8. กิจการที่เกี่ยวกับไม้

  1. การผลิตไม้ขีดไฟ
  2. การเลื่อย การซอย การขัด การไส การเจาะ กาขุดร่อง การทำคิ้ว หรือการตัดไม้ด้วยเครื่องจักร
  3. การประดิษฐ์ไม้ หวาย เป็นสิ่งของด้วยเครื่องจักร หรือการพ่น การทา สารเคลือบเงา สีหรือการแต่งสำเร็จผลิตภัณฑ์จากไม้ หรือหวาย
  4. การอบไม้
  5. การผลิตธูป ด้วยเครื่องจักร
  6. การประดิษฐ์สิ่งของ เครื่องใช้ เครื่องเขียน ด้วยกระดาษ
  7. การผลิตกระดาษต่างๆ
  8. การเผาถ่าน หรือการสะสมถ่าน

9. กิจการที่เกี่ยวกับการบริการ

  1. การประกอบกิจการ อาบ อบ นวด
  2. การประกอบกิจการสถานที่อาบน้ำ อบไอน้ำ อบสมุนไพร
  3. การประกอบกิจการโรงแรม หรือกิจการอื่นในทำนองเดียวกัน
  4. การประกอบกิจการหอพัก อาคารชุดให้เช่า ห้องเช่า ห้องแบ่งเช่า หรือกิจการอื่นในทำนองเดียวกัน
  5. การประกอบกิจการในโรงมหรสพ
  6. การจัดให้มีการแสดงดนตรี เต้นรำ รำวง รองเง็ง ดิสโกิเทค คาราโอเกะ หรือการแสดงอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน
  7. การประกอบกิจการสระว่ายน้ำ หรือกิจการอื่นๆ ทำนองเดียวกัน
  8. การจัดให้มีการเล่นสเก็ตโดยมีแสง หรือเสียงประกอบ หรือการเล่นอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน
  9. การประกอบกิจการเสริมสวย หรือแต่งผม เว้นแต่กิจการที่อยู่ในบังคับตามกฎหมาย ว่าด้วยการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
  10. การประกอบกิจการให้บริการควบคุมน้ำหนัก โดยวิธีการควบคุมทางโภชนาการ ให้อาหารที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ การบริหารร่างกาย หรือโดยวิธีอื่นใด เว้นแต่การให้บริการดังกล่าว ในสถานพยาบาลตามกฎหมาย ว่าด้วยสถานพยาบาล
  11. การประกอบกิจการส่วนสนุก ตู้เกม
  12. การประกอบกิจการห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ การสาธารณสุข วิทยาศาสตร์ หรือสิ่งแวดล้อม
  13. การประกอบกิจการสนามกอล์ฟ หรือสนามฝึกซ้อมกอล์ฟ

10. กิจการที่เกี่ยวกับสิ่งทอ

  1. การปั่นด้าย การกรอด้าย การทอผ้าด้วยเครื่องจักร หรือการทอผ้าด้วยกี่กระตุกตั้งแต่ 5 กี่ขึ้นไป
  2. การสะสมปอ ป่าน ฝ้าย หรือนุ่น
  3. การปั่นฝ้าย หรือนุ่น ด้วยเครื่องจักร
  4. การทอเสื่อ กระสอบ พรม หรือสิ่งทออื่นๆ ด้วยเครื่องจักร
  5. การเย็บผ้าด้วยเครื่องจักร ตั้งแต่ 5 เครื่องขึ้นไป
  6. การพิมพ์ผ้า หรือการพิม์บนสิ่งทออื่นๆ
  7. การซัก การอบ การรีด การอัดกลีบผ้าด้วยเครื่องจักร
  8. การย้อม การกัด สีผ้า หรือสิ่งทออื่นๆ

11. กิจการที่เกี่ยวกับหินทราย ซีเมนต์ หรือวัตถุที่คล้ายคลึง

  1. การผลิตภาชนะดินเผา หรือผลิตภัณฑ์ดินเผา
  2. การระเบิด การโม่ การป่นหินด้วยเครื่องจักร
  3. การผลิตเครื่องใช้ด้วยซีเมนต์ หรือวัตถุที่คล้ายคลึง
  4. การสะสม การผสมซีเมนต์ หิน ทราย หรือวัตถุที่คล้ายคลึง
  5. การเจียระไนเพชร พลอย หิน กระจก หรือวัตถุที่คล้ายคลึง
  6. การเลื่อย การตัด หรือการประดิษฐ์หิน เป็นสิ่งของต่างๆ
  7. การผลิตชอล์ค ปูนปลาสเตอร์ ปูนขาว ดินสอพอง หรือการเผา หินปูน
  8. การผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบ หรือส่วนผสม เช่น ผ้าเบรค ผ้าคลัช กระเบื้องมุงหลังคา กระเบื้องยาง ฝ้าเพดาน ท่อน้ำ เป็นต้น
  9. การผลิตกระจก หรือผลิตภัณฑ์แก้ว
  10. การผลิตกระดาษทราย
  11. การผลิตใยแก้ว หรือผลิตภัณฑ์จากใยแก้ว

12. กิจการที่เกี่ยวกับปิโตรเลียม ถ่านหิน สารเคมี

  1. การผลิต การบรรจุ การสะสม การขนส่ง กรด ด่าง สารออกซิไดส์ หรือสารตัวทำละลาย
  2. การผลิต การบรรจุ การสะสม การขนส่งก๊าซ
  3. การผลิต การกลั่น การสะสม การขนส่งน้ำมันปิโตรเลียม หรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเลี่ยมต่างๆ
  4. การผลิต การสะสม การขนส่ง ถ่านหิน ถ่านโค้ก
  5. การพ่นสี ยกเว้นกิจในการ 7(1)
  6. การประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้ ด้วยยาง ยางเทียม พลาสติก เซลลูลอยด์ เบเกอร์ไลท์ หรือวัตถุคล้ายคลึง
  7. การโม่ การบดชัน
  8. การผลิตสี หรือน้ำมันผสมสี
  9. การผลิต การล้างฟิล์มรูปถ่าย หรือฟิล์มภาพยนตร์
  10. การเคลือบ การชุบ วัตถุด้วยพลาสติก เซลลูลอยด์ เบเกอร์ไลท์ หรือวัตถุคล้ายคลึง
  11. การผลิตพลาสติก เซลลูลอยด์ เบเกอร์ไลท์ หรือวัตถุคล้ายคลึง
  12. การผลิต การบรรจุสารเคมีดับเพลิง
  13. การผลิตน้ำแข็งแห้ง
  14. การผลิต การสะสม การขนส่งดอกไม้เพลิง หรือสารเคมีอันเป็นส่วนประกอบ ในการผลิตดอกไม้เพลิง
  15. การผลิตเซลแล็ก หรือสารเคลือบเงา
  16. การผลิต การบรรจุ การสะสม การขนส่งสารกำจัดศัตรูพืช หรือพาหะนำโรค
  17. การผลิต การบรรจุ การสะสมกาว

13. กิจการอื่นๆ

  1. การพิมพ์หนังสือ หรือสิ่งพิมพ์อื่นที่มีลักษณะเดียวกัน ด้วยเครื่องจักร
  2. การผลิต การซ่อมเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ไฟฟ้า
  3. การผลิตเทียน เทียนไข หรือวัตถุที่คล้ายคลึง
  4. การพิมพ์แบบ พิมพ์เขียว หรือการถ่ายเอกสาร
  5. การสะสมวัตถุ หรือสิ่งของที่ชำรุด ใช้แล้ว หรือเหลือใช้
  6. การประกอบกิจการโกดังสินค้า
  7. การล้างขวด ภาชนะ หรือบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้ว
  8. การพิมพ์สีลงบนวัตถุที่มิใช่สิ่งทอ
  9. การก่อสร้าง
ระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์กลาง
เพื่อการสื่อสารในภาครัฐ Log In
  • สมัครขอใช้งานอีเมล์
  • วิธีแก้ปัญหาการใช้ mailgothai
  • การส่งเอกสารเพื่อเปิดใช้อีเมล์
  • มีปัญหาติดต่อสอบถามได้ที่
    โทร 0-2590-4290
    ระบบฐานข้อมูลกลาง Login
    สอบถามข้อมูลได้ที่
    โทร 0-2590-4293
     
    สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
    สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ
    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
    เว็บไซต์ สำนักที่ปรึกษา กรมอนามัย รูปแบบใหม่ เป็นอย่างไรในความคิดคุณ