รวมมิตรชุมชน ประชาคมท้องถิ่น
ยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาในระดับฐานราก
 

  ครูทำนา พาชุมชนพึ่งตนเอง

 

ครูทำนา พาชุมชนพึ่งตนเอง

หยุดขอ อย่างอมือ ลดการซื้อ มาหัดขาย เสริมรายได้เศรษฐกิจพอเพียง นี่เป็นแนวคิดสำคัญของการรวมกลุ่ม เพื่อการพึ่งตนเอง ของเครือข่ายคนปลูกข้าวลุ่มน้ำโขง จ.อุบลราชธานี ซึ่งมีสมาชิกถึง 50 หมู่บ้าน จาก 3 อำเภอ เกิดขึ้นจากการรวมตัวของกลุ่มครู กลุ่มสตรี และชาวบ้าน มาตั้งแต่ช่วงปี 2540 ร่วมกันเรียนรู้ เสริมทักษะแก้ไขปัญหาของตน

แม่หญิงรวมตัว รากฐานสำคัญของครัวเรือน

เครือข่ายคนปลูกข้าวลุ่มน้ำโขง เกิดขึ้นจากการที่ผู้หญิง ซึ่งเป็นทั้งแม่และเมีย ต้องรับผิดชอบดูแลเศรษฐกิจชของครอบครัว ต่างก็ได้เรียนรู้การรวมกลุ่ม เพื่อหารายได้เสริม จากหน่วยงานของภาครัฐ มาเป็นเวลานาน และมักจะประสบปัญกากลุ่มอยู่ได้ไม่นาน ประกอบกับฝ่ายชายก็มีภาระกิจต้องออกไปทำงานต่างถิ่น หรือไปร่วมเรียกร้องรัฐ ในการแก้ไขปัญหาราคาปลิต ปัญหาที่ดินทำกินอยู่เสมอ ฝ่ายหญิงจึงยิ่งเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว จนเมื่อ "กลุ่มครูช่วยชาวบ้าน" ซึ่งเป็นลูกหลานชาวบ้านในชุมชน ได้พยายามช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของชุมชนมาตลอด ได้ร่วมกับชาวบ้าน "โสปัญหาเจ้าของเอง" เป็นการพูดคุยทบทวนบทเรียนที่เกิดขึ้น จึงได้เห็นบทบาทของผู้หญิง และได้เรียนรู้เพื่อแก้ไขจุดบกพร่องทั้งหลายร่วมกัน ปรับเปลี่ยนวิธีแก้ไขปัญหา หันมาพึ่งตนเอง ได้ทั้งในด้านการผลิต การเงิน และการบริโภค "เกษตรกรเข้าไปเรียกร้อง มีการจัดตั้งคณะกรรมการในรูปแบบต่างๆ งานอื่นก็ไม่ได้ทำ พี่น้องชาวนาก็เหนื่อย แต่หยุดไม่ได้ และต้องมาคุยกันใหม่ ในเรื่องเกี่ยวกับพื้นฐาน ... เราไปหามาแล้ว ทุกคนก็บอกว่า ไม่มีปัญหา พ่อแม่พี่น้องกลับไปแล้วจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไข พวกเราก็ซื่อมาตลอด นี่คือชาวนา ต้องไปๆ มาๆ กลายเป็นพวกเรากลายเป็นตัวตลกของสังคม พวกเราจึงมาคุยกันใหม่ว่า หุบปากเอาไว้อมลิ้น พลิกแผ่นดินกู้ชาติ" (ทองสวน โสดาภักดิ์ ที่ปรึกษาเครือข่ายคนปลูกข้าวลุ่มน้ำโขง)

กลุ่มสตรีบ้านเหมือดแอ่ ซึ่งเป็นความร่วมมือของผู้หญิงตามธรรมชาติ จึงได้เกิดขึ้นอย่างเข้มแข็ง ในปี 2540 จากความตั้งใจของชาวบ้าน และทำกิจกรรมหลากหลาย ซึ่งเป็นรูปธรรมที่ชัดเจา และเป็นรากฐานที่สำคัญในการก่อเกิดเครือข่าย ของคนปลูกข้าวขึ้นมา กิจกรรมของกลุ่มสตรีนี้ก็แปลกออกไปจากที่อื่นๆ เพราะทำตามความต้องการใช้จริงๆ ควบคู่กับการมีพื้นฐานความรู้ในชุมชน เช่น การทำลวดหนามด้วยมือ เพราะในระหว่างการประชุมได้มีข้อเสนอว่า หากต้องปรับเปลี่ยนการผลิต เป็นเกษตรแบบผสมผสานแล้ว ลวดหนามอาจจะมีความจำเป็นเพื่อป้องกันต้อนไม้ที่ยังเล็กประกอบกับมีคน ที่เคยไปอยู่กรุงเทพฯ มีประสบการณ์ในการทำลวดหนาม จึงได้มีการถ่ายทอดความรู้ เพื่อที่ขายในท้องถิ่น ในการทำจะใช้แรงงานของฝ่ายหญิง โดยได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน และเมื่อขายได้จะมีการปันผลส่วนหนึ่ง คืนให้แก่สมาชิก ลวดหนาม 1 ม้วน ความยาวประมาณ 50 เมตร เพื่อหักค่าอุปกรณ์แล้ว สามารถทำกำไรได้ม้วนละประมาณ 30 บาท หากทำได้ประมาณคนละ 2 ขดต่อวัน ก็จะสามารถมีรายได้วันละ 60-70 บาท "ทำลวดหนามกำไรน้อยดีกว่า คอยวาสนา เพราะเป็นการช่วยเหลือตัวเอง" (เบญจพร โสดาภักดิ์ ประธานกลุ่มสตรีบ้านเหมือดแอ่)

กลุ่มสตรีบ้านเหมือดแอ่นี้ เป็นตัวอย่างให้เกิดกลุ่มสตรีที่เป็นเครือข่ายกว้างไกล ไปถึง 32 หมู่บ้าน ในเขตอำเภอเขมราฐ โดยแต่ละกลุ่มจะเลือกผลิตสินค้าที่ตนมีความถนัด และนำมาซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน "เราขยายจากจุดเล็กๆ คือ เรามาดูว่าชาวบ้านที่รวมกลุ่มอะไรขึ้นมา ก็ไม่ยั่งยืน ล่มสลายอยู่เรื่อย เพราพมุ่งแต่จะขายอย่างเดียว โดยขายอยู่ที่บ้านคนทำ เลยมีการจุดประกายกันขึ้น ส่วนหนึ่งเราคิดว่า จะต้องมีการสร้างเครือข่ายขึ้น จาก 30-40 หมู่บ้าน ก็เอาของไปวางขายกัน เป็นการเสริมองค์กรหมู่บานขึ้นมา ขยายไปถึง 50 หมู่บ้าน ทางแม่บ้านก็เลยเกิดความกระตือรือร้น ว่า เครือข่ายแบบนี้ก็ดี ก็เลยเป็นที่มาของเครือข่ายคนปลูกข้าวด้วย" (ทองสวน โสดาภักดิ์ ที่ปรึกษาเครือข่ายคนปลูกข้าวลุ่มน้ำโขง)

เครือข่ายคนปลูกข้าวลุ่มน้ำโขง ทางออกของชาวนา

ในวิถีชีวิตของชาวนา และการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป มุ่งหวังเพื่อการขายอย่างเดียว ทำให้เกิดปัญหาในตลาด เมื่อจำนวนสินค้าชนิดเดียวกัน ออกมาสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก หนทางในการแก้ปัญหาทางหนึ่ง ก็คือ การสร้างความหลากหลายในการผลิต เพื่อสร้างความมั่นคงในการบริโภค และป้องกันความเสี่ยงต่อการผันผวนของราคาได้ เครือข่ายคนปลูกข้าวได้ร่วมกันระดมสมอง และหาทางออกสำหรับปัญหานี้ "เป้าหมายที่มารวมตัวเป็นเครือข่ายคนปลูกข้าว ก็คือ จะทำเกษตรปลอดสารพิษร่วมกัน และทำแต่อย่างเดียวก็ไม่ไหว ต้องทำหลายๆ อย่าง เช่น มีการทำลวดหนามขึ้นมา เพราะในพื้นที่ปลูกมะม่วง ขนุน ในอีกไม่กี่ปีก็โตขึ้นมากินได้ ก็ทำให้เกิดผลผลิตหลายอย่าง ถ้าขายข้าวไม่ได้ราคาดี แต่มีมะม่วง ขนุนที่มีราคาดีก็ได้" (สมาน บำเพ็ญ ประธานเครือข่ายคนปลูกข้าวลุ่มน้ำโขง)

ในการปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตแบบเดิมๆ จึงเป็นทางเลือกที่ท้าทาย และต้องใช้เวลา ซึ่งสมาชิกของเครือข่ายเข้าใจดี และได้ส่งคนไปเรียนรู้กระบวนการเกษตรนี้ จากองค์กรอื่นๆ ของท้องถิ่นที่ "ราชธานีอโศก" แล้วนำมาปรับใช้กับพื้นที่ของตน มีการแบ่งแปลงกลุ่มเกษตรกร ที่ทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษ ออกเป็นระดับต่างๆ เช่น ระดับอนุบาล เป็นพื้นที่ที่สามารถผลิตโดยลดการใช้สารเคมีลงได้ 50% หรือระดับประถม สามารถลดการใช้สารเคมีได้ 100% มีการกั้นน้ำจากพื้นที่อื่นๆ ไม่ให้ไหลเข้าพื้นที่นาของตน และระดับมัธยม ซึ่งหากตรวจสอบจะไม่พบสารพิษในดิน ในการเสริมธาตุอาหารให้กับดิน ก็จะเป็นลักษณะการใช้ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ จากเศษอาหาร

และจากการที่เครือข่ายได้แสวงหาความรู้ เพื่อฟื้นฟูการทำเกษตรแบบผสมผสานนี้เอง ในทางหนึ่งก็เป็นการช่วยอนุรักษ์ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมไปในตัว "วิถีชีวิตของชาว ขาดกระบวนการ ที่นาไม่มีต้นไม่แล้ว แต่ชีวิตชาวนาที่นี่จะเปลี่ยนแปลงไปในแนวทางใหม่ เครือข่ายคนปลูกข้าวได้สอนกัน ด้วยวิธีใหม่ให้เฮ็ดนาให้เป็นดง (ให้ทำนาให้เป็นป่า- ผู้เขียน) คือ ปลูกต้นไม้ให้เป็นป่า แล้วธรรมชาติจะกลับมา ปู ปลา ก็จะกลับมา กลุ่มได้เขียนความคิดไว้ว่า ดิน ทราย น้ำ หายไป ใบไม้ร่วงหล่น ผู้คนสิ้นหวัง ดินงาม น้ำใสสะอาด อากาศบริสุทธิ์ มนุษย์สุขสบาย" (ทองสวน โสดาภักดิ์ ที่ปรึกษาเครือข่ายฯ)

สมาชิกเครือข่ายคนปลูกข้าว กระจายอยู่ในกลุ่มคนที่สนใจ ใน 50 หมู้บ้าน และกำลังดำเนินตามแนวทางการปรับเปลี่ยน อย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะเดียวกันก็เรียนรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจ ในรูปของเครือข่ายใหญ่ โดยมีกระการระดมหุ้นจากหมู่บ้านที่สนใจ มาร่วมกันจัดตั้งร้านค้า ซึ่งจะนำผลิตภัณฑ์ของระกว่างกลุ่มสตรีด้วยกันมาวางจำหน่าย ในราคาย่อมเยาว์ เช่น แชมพู น้ำยาล้างจานผลิตภัฯฑ์สมุนไพรต่างๆ

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การแก้ปัญหาความต้องการพื้นฐานในการผลิต ด้วยการตั้งปั๊มน้ำมันชุมชน ด้วยการระดมทุนของเครือข่าย คนปลูกข้าว จาก 50 หมู่บ้าน หุ้นๆ ละ 50 บาท ปั๊มนี้ตั้งอยู่ที่บ้านเหมือดแอ่ "คนในหมู่บ้านทำการเกษตร ต้องใช้น้ำมันอย่างรถอีแต๊ก (หมายถึง รถไถ หรือความเหล็ก) ทางกลุ่มก็คิดว่า เอ๊ะ จะเป็นยังไง พวกเราก็จำเป็นต้องใช้น้ำมัน ก็เลยรวมทุนกัน แล้วซื้อน้ำมันมาขาย เรามีสโลแกนของกลุ่มเราว่า ซื้อที่นี่ มีผลเฉลี่ยคืน ซื้อที่อื่นปันผลคืนไม่ได้ ราคาขายก็ถูกกว่าท้องตลาด เพื่อช่วยเหลือกัน" (เบญจพร โสดาภักดิ์ ประธานกลุ่มสตรีบ้านเหมือดแอ่)

นอกจากนั้น การ "โส" ปัญหาของชาวบ้าน (โส - พูดคุย) เองทำให้เกิดความคิดในการหาหนทางช่วยเหลือตนเอง ด้วยการใช้กระบวนการทางสังคม มีการรือฟื้นประเพณีการให้ความช่วยเหลือ คนที่ลำบากกว่าด้วยการ ตั้ง "กองบุญข้าว" โดยใช้ข้าวเปลือกเป็นหุ้น (25 กิโลกรัม เป็น 1 หุ้น) แล้วนำออกขาย ได้กำไรก็เก็บไว้เป็นทุน เพื่อทำโรงสีของตนเอง

ในเรื่องข้าวนี้ ทางเครือข่ายคนปลูกข้าวฯ ได้เตรียมความพร้อม และพยายามเสริมสร้างทักษะของชาวนา ในด้านการค้าขายให้มากขึ้น โดยรวมผู้สนใจตั้งกลุ่มเกษตรกรลุ่มน้ำโขงขึ้นมา ในระดับหมู่บ้าน เพื่อเป็นเครือข่ายในการรับซื้อข้าวเปลือก เพื่อให้ชาวบ้านเรียนรู้วิธีซื้อขาย โดยให้ชาวบ้านเป็นคนชั่งข้าวเอง เรียนรู้วิธีซื้อขายข้าว บนพื้นฐานของการให้ความช่วยเหลือกัน และซื่อสัตย์ ยุติธรรม

ความพยายามช่วยเหลือตนเองเช่นนี้ ทำให้เครือข่ายได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม จากกองทุนเพื่อสังคม ในด้านเงินทุน เพื่อช่วยเร่งเสริมให้กลุ่มสามารถดำเนินธุรกิจ โรงสีชุมชนได้ในเร็ววัน และเพิ่มฐานความสนใจในการผลิตที่แตกต่างกันออกไป ตามความถนัด เช่น การเสริมสร้างกลุ่มเลี้ยงวัว

ในระดับหมู่บ้านได้มีการจัดตั้งกลุ่มออกทรัพย์ขึ้น 4 หมู่บ้าน เพื่อเรียนรู้ระบบการบริหารจัดทำบัญชี การตรวจสอบ โดยใช้วิธีรวมเป็นบัญชีใหญ่ ฝากไว้กับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน กลุ่มออมทรัพย์สามารถปันผลให้กับสมาชิก ในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี

ครูร่วมเสริมเกษตรกรรม นำเศรษฐกิจชุมชน

การเสริมความเข้มแข็ง โดยผู้นำทางสังคมของ "กลุ่มครูช่วยชาวบ้าน" ซึ่งเป็นลูกหลานของชาวบ้านเอง นับว่าเป็นกลุ่มครูที่มีหัวก้าวหน้า เป็นแรงกระตุ้นสำคัญในการสร้างเสริมความเข้มแข็ง และประสบการณ์ในการรวมตัวของชาวบ้าน เชื่อมโยงการเรียนรู้ทั้งในระบบโรงเรียน และชุมชน "เป้นครูสอนเกษตรพื้นฐานระดับประถม ได้สอนเกษตรผสมผสานในโรงเรียน ก็ได้ผลระดับหนึ่ง ก็คิดว่าน่าจะเอามาส่งเสริมในชุมชน เพราะว่ากระบวนการเรียนรู้เรื่องใดๆ ต้องเกิดขึ้นจากชุมชน แม้จะสอนเด็กดีอย่างไรก็ตาม แต่หากว่าสภาพแวดล้อม พ่อแม่ ผู้ปกครอง ที่อยู่ในชุมชนไม่เห็นด้วย เด็กที่จบออกไปก็ต้องเปลี่ยนแปลงแนวคิดไป" (ทองสวน โสดาภักดิ์ ที่ปรึกษาเครือข่ายคนปลูกข้าวลุ่มน้ำโขง) ครูหัวก้าวหน้าในกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่ได้ทดลองทำการเกษตรแบบผสมผสาน ในพื้นที่ของตนเอง เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ชุมชนด้วย

นอกจากนั้น อีกปรากฎการณ์หนึ่งที่ท้าทายให้กลุ่มครูฯ ร่วมพิสูจน์ และหาทางแก้ไขให้ได้ นั่นคือ หนี้สินจากการทำนา กลุ่มครูฯ มีความเชื่อว่า หนี้สินที่เกิดขึ้น ทำให้ชาวนาไม่สามารถดำรงอยู่ได้ อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และต้องการทำลายความเชื่อว่า ทำนาต้องกู้เงิน จึงได้ร่วมกับชาวบ้านจัดตั้งสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนลุ่มน้ำโขง เพื่อส่งเสริมการออกในระดับเครือข่าย "มาคิดดูว่า เราทำไมถึงช่วยตัวเองไม่ได้ เพราะเราใช้มากกว่ารายได้ ฉะนั้น จึงตั้งสัจจะในใจว่า จะดึงให้ครูบาอาจารย์ที่มีความรัก ในความถูกต้องเป็นธรรม และชอบช่วยเหลือคนลำบาก มาระดมกลุ่มสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เพื่อเป็นตัวอย่างว่า หาได้แล้วให้รู้จักเก็บออม เพื่ออนาคตที่มั่นคง ... เราพยายามสร้างว่า ใน 3 อำเภอซึ่งเดิมเป็นอำเภอเดียวกัน ที่แยกออกไปเป็นอำเภอโพธิไทร และกิ่งอำเภอนาตาล ในอดีตเราก็อยู่ในประชาคมเดียวกัน ผมเองก็ทำเรื่องสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนลุ่มน้ำโขง มีสมาชิก 3 อำเภอ ประมาณ 1,000 กว่าคน มีเครือข่าย 19 ตำบล ในเขต 3 อำเภอ เลยมาคิดว่า กาพรัฒนาเพื่อการพึ่งตนเอง ตามแนวคิดของเครดิตยูเนี่ยน ที่ต้องการให้ชาวบ้านพึ่งตนเอง มีความเข้มแข็งให้ทุกคนมีความเชื่อถือกัน โปร่งใส ตรวจสอบได้ ในด้านการตลาด ชาวไร่ชาวนาทำ คิดทำอะไรขึ้นก็ไม่ยั่งยืน ก็คิดว่า ถ้ามีองค์กรเครือข่ายใหญ่ มันน่าตะช่วยได้ เวลาประชุมเครดิตยูเนี่ยน คณะกรรมการต้องเอาผลผลิตของชาวบ้านไปช่วยโฆษณา ให้ใช้ของเราเอง" (เกิด ขันทอง ประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนลุ่มน้ำโขง จำกัด)

ใครเป็นใครในการบริหารเครือข่าย

ในระดับหมู่บ้าน มีความหลากหลายของทรัพยากรทั้งคน และสิ่งแวดล้อม ทำให้มีการบริหารงานในระดับพื้นฐานการผลิต เพื่อการบริโภค และพึ่งตนเอง ระดมความเห็น เพื่อจัดทำกิจกรรมกลุ่ม ในการพึ่งตนเองผ่านกลุ่มสตรี และกลุ่มเกษตรกร โดยเลือกคณะกรรมการชาวบ้าน จำนวนหมู่บ้านละ 5 คน ส่วนการบริหารงานเครือข่ายคนปลูกข้าวลุ่มน้ำโขงนั้น จะเป็นลักษณะการส่งตัวแทนของคณะกรรมการชาวบ้าน แต่ละหมู่บ้านมา 1 คน เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบาย รับทราบข่าวสารข้อมูล ของการดำเนินงานเครือข่าย จากการประชุมประจำทุกเดือน โดยมีกลุ่มครูหัวก้าวหน้า เป็นที่ปรึกษาของเครือข่าย

เครือข่ายคนปลูกข้าวลุ่มน้ำโขงนี้ เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะมีประสบการณ์ในการรวมตัว เพื่อเรียกร้องในระดับรัฐมาแล้ว และได้พิสูจน์ว่า การเรียกร้องนั้น เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อแก้ปัญหาในระดับโครงสร้าง แต่หากแลกกันแล้ว ในระยะยาวความไม่คุ้มค่า ย่อมเกิดขึ้นกับเกษตรกร ชาวนา ชาวบ้านเอง อีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญ และทำควบคู่กันไปด้วย คือ การพิสูจน์ว่า ชาวนาสามารถพึ่งตนเอง ไมมั่งมีเงิน แต่มั่งคั่งด้วยทรัพยากร ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต และจะเติบโตเรียนรู้ จนอาจจะอยู่ได้โดยไม่มีรัฐก็เป็นได้

สนใจติดต่อ : ทองสวน โสดารัตน์ โทร (01) 215-071

        
ระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์กลาง
เพื่อการสื่อสารในภาครัฐ Log In
  • สมัครขอใช้งานอีเมล์
  • วิธีแก้ปัญหาการใช้ mailgothai
  • การส่งเอกสารเพื่อเปิดใช้อีเมล์
  • มีปัญหาติดต่อสอบถามได้ที่
    โทร 0-2590-4290
    ระบบฐานข้อมูลกลาง Login
    สอบถามข้อมูลได้ที่
    โทร 0-2590-4293
     
    สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
    สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ
    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
    เว็บไซต์ สำนักที่ปรึกษา กรมอนามัย รูปแบบใหม่ เป็นอย่างไรในความคิดคุณ