สถานการณ์ด้านสุขภาพ และอนามัยสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย
 
ภาค 2
สถานการณ์ และแนวโน้มของปัญหาอนามัยสิ่งแวดล้อม
 
 
บทที่ 3
มลพิษทางน้ำ
 

ในปัจจุบัน มีหน่วยงานที่ดำเนินการเฝ้าระวังแม่น้ำ 2 หน่วยงานที่สำคัญ ได้แก่ กรมอนามัย และกรมคุณภาพแม่น้ำ จากทั้ง 2 หน่วยงานด้วยกัน ในลักษณพการประเมินผลวิเคราะห์ที่ต่างกัน สถานการณ์คุณภาพแม่น้ำทั่วไป ในปี พ.ศ.2540 จากการเฝ้าระวังโดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จำนวนทั้งสิ้น 84 สาย 444 สถานี เป็นแม่น้ำภาคเหนือ 20 สาย 101 สถานี ภาคกลาง 13 สาย 121 สถานี ภาคตะวันออก 9 สาย 36 สถานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 32 สาย 141 สถานที่ และภาคใต้ 10 สาย 45 สถานี โดยทำการวิเคราะห์คุณภาพแม่น้ำทั้งกายภาพ เคมี และแบคทีเรีย รวม 16 ตัวชี้วัด(1)

ผลการเฝ้าระวังคุณภาพแม่น้ำ นำมาเปรียบเทียบกับมาตรฐานคุณภาพแม่น้ำ ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่จัดอยู่ในประเภทที่ 2 (ดี) และ 3 (พอใช้) ส่วนคุณภาพน้ำในแม่น้ำภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ส่วนใหญ่จัดอยู่ในประเภทที่ 3 (พอใช้) และ 4 (ไม่ควรใช้) เมื่อพิจารณาคุณภาพน้ำทั้งประเทศ ที่จัดอยู่ในประเภทที่ 2 ร้อยละ 26.2 ประเภทที่ 3 ร้อยละ 31 ประเภทที่ 4 ร้อยละ 32 และประเภทที่ 5 (ห้ามใช้) ร้อยละ 10.8 คุณภาพน้ำทั่วประเทศส่วนใหญ่จัดอยู่ในประเภทที่ 3 และ 4 ปัญหาคุณภาพน้ำส่วนใหญ่ที่พบในประเภทที่ 4 และ 5 พบว่า มีปริมาณแบคทีเรีย ถึงร้อยละ 56 รองลงมามีปริมาณคราบสกปรก ในรูปสารอินทรีย์ และออกซิเจนละลายในน้ำ ร้อยละ 32.6 ปริมาณโลหะหนัก ร้อยละ 9.9 และปริมาณไนโตรเจน ร้อยละ 1.5

มาตรฐานคุณภาพแม่น้ำ

คุณภาพของแม่น้ำ ในภาพรวมของปี พ.ศ.2540 พบส่วนใหญ่จัดอยู่ในประเภท 3 และ 4 (แผนภาพ 4.1) หากจะนำน้ไในแหล่งน้ำมาใช้ เพื่อการอุปโภค และบริโภค ต้องผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำ และผ่านการฆ่าเชื้อโรคก่อน ปัญหาคุรภาพน้ำที่พบ เนื่องจากปริมาณแบคทีเรีย โดยมีสาเหตุมาจากน้ำทิ้งบ้านเรือน น้ำทิ้งชุมชน และน้ำทิ้งจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์เป็นสำคัญ และเมื่อพิจารณาคุณภาพน้ำของแม่น้ำสายต่างๆ ในแต่ละภาค ปรากฎผลดังนี้

1. คุณภาพน้ำทิ้งของแม่น้ำเจ้าพระยา

จากการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ปากแม่น้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ จนถึง อ.เมือง จ.นครสวรรค์ รวมจุดเก็บตัวอย่าง 32 แห่ง เป็นระยะทาง 370 กิโลเมตร โดยแบ่งช่วงแม่น้ำเจ้าพระยาออกเป็น 3 ตอน ได้แก่ ตอนล่าง ตอนกลาง ตอนบน ปรากฎผลการวิเคราะห์การเฝ้าระวัง คุณภาพน้ำ ปี พ.ศ.2540(2) ดังนี้

คุณภาพน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา ปี พ.ศ.2540 เปรียบเทียบกับมาตรฐานคุรภาพแหล่งน้ำผิวดิน ที่มิใช่ทะเล จากการเฝ้าระวัง พบว่า คุณภาพน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา จัดอยู่ในประเภท 2 เพียงร้อยละ 10 สำหรับประเภทที่ 5 มีร้อยละ 16.6 โดยส่วนใหญ่จะจัดอยู่ในประเภทที่ 3 และ 4 รวมร้อยละ 36.7 ซึ่งไม่สามารถใช้อุปโภค บริโภคได้ หากจำเป็นจะต้องนำมาใช้ ต้องผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำ เป็นพิเศษ และผ่านการฆ่าเชื้อโรคก่อน

ปัญหาคุณภาพน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาในภาพรวม ในปี พ.ศ.2540 หากพิจารณาจากจุดตรวจวัดคุณภาพน้ำ ที่อยู่ในประเภทที่ 4 และ 5 พบว่า ส่วนใหญ่เกิดจากปริมาณโคลิฟอร์ม ฟิคัลโคลิฟอร์มแบคทีเรีย ร้อยละ 71.1 ปริมาณความสกปรกในรูปสารอินทรีย์ (BOD) และปริมาณออกซิเจนละลาย (DO) ร้อยละ 28.9 ทั้งนี้ยังไม่พบปัญหาโลหะหนัก

แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำ ของแม่น้ำเจ้าพระยา สถานการณ์คุณภาพน้ำ ของแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงปี ค.ศ.2537-2540(3) จะเห็นว่า แนวโน้มคุณภาพน้ำที่อยู่ในประเภทที่ 2 และ 3 ซึ่งเป็นประเภทที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ เพื่อการอุปโภค บริโภคได้ มีปริมาณเพิ่มขึ้น ขณะที่จุดเก็บตรวจที่พบคุณภาพน้ำ ประเภทที่ 4 และ 5 มีปริมาณลดลง คุณภาพแม่น้ำเจ้าพระยา ในช่วงตอนบน และตอนล่าง พบเกินค่ามาตรฐาน ของแม่น้ำเจ้าพระยาสูงมาก (กราฟ 4.1 แผนภาพ 4.2)

เปรียบเทียบคุณภาพแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2537-2540

แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำ
 
 

2. คุณภาพน้ำของแม่น้ำในภาคต่างๆ (ดูข้อมูลในภาคผนวก)

1) คุณภาพน้ำของแม่น้ำภาคกลาง

ในช่วงปี พ.ศ.2537-2540 กรมอนามัยได้ดำเนินการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำของแม่น้ำภาคกลาง รวมจำนวน 12 สาย ไม่รวมแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่า แม่น้ำ 4 สาย มีคุณภาพแน่ลง เนื่องจากพบว่า ตัวอย่างน้ำที่จัดอยู่ในเกณฑ์คุณภาพต่ำ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ แม่น้ำลพบุรี แม่น้ำแม่กลอง แม้น้ำน้อย แม่น้ำนครนายก แม่น้ำที่มีคุณภาพน้ำดีขึ้นเล็กน้อย ได้แก่ แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเพชรบุรี สำหรับแม่น้ำสะแกกรัง แม้น้ำภาชี แม้น้ำแควน้อย แม่น้ำแควใหญ่ และแม่น้ำตะเพิน ยังไม่มีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง จึงไม่อาจระบุแนวโน้มได้ แต่จากข้อมูลปี พ.ศ.2540 จะเห็นว่า คุณภาพน้ำยังจัดอยู่ในประเภทไม่ดีนัก (ประเภทที่ 3 ถึง 5)

2) คุณภาพน้ำของแม่น้ำภาคตะวันออก

ในช่วงปี พ.ศ.2537-2540 กรมอนามัยได้ดำเนินการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำของแม่น้ำภาคตะวันออก รวมจำนวน 8 สาย พบว่า แม่น้ำ 5 สาย มีคุณภาพแย่ลง ได้แก่ แม่น้ำบางประกง แม่น้ำจันทบุรี แม่น้ำเวฬุ แม่น้ำประแสร์ แม่น้ำระยอง มีเพียงแม่น้ำพังราดที่มีแนวโน้มดีขึ้น สำหรับแม่น้ำปราจีนบุรี และแม่น้ำตราด ยังไม่มีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง จึงไม่อาจระบุแนวโน้มได้ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลปี พ.ศ.2540 ชี้ให้เห็นว่า แม่น้ำทั้ง 2 สาย ยังมีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ด้อยคุณภาพ (ประเภทที่ 4 ถึง 5)

3) คุณภาพน้ำของแม่น้ำภาคเหนือ

ในช่วงปี พ.ศ.2537-2540 กรมอนามัยได้ดำเนินการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำของแม่น้ำภาคเหนือ ทั้งแม่น้ำ ลำห้วย และอ่างเก็บน้อ รวมจำนวน 40 สาย มีแม่น้ำที่เฝ้าระวังต่อเนื่องเพียง 4 สายเท่านั้น ได้แก่ แม่น้ำเมย พบว่า มีคุณภาพน้ำในเกณฑ์ดี ส่วนแม่น้ำปิง แม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน ส่วนใหญ่จัดอยู่ในคุณภาพน้ำประเภทที่ 2 และ 3 สำหรับแม่น้ำวัง และห้วยแม่ละเมา ไม่มีข้อมูลเฝ้าระวังในปี พ.ศ.2540 แต่คุณภาพน้ำที่ผ่านมาไม่มีข้อมูลการเฝ้าระวังในปี พ.ศ.2540 แต่คุณภาพน้ำที่ผ่านมา จัดอยู่ในประเภทที่ 2 ทั้งนี้แม่น้ำ ลำห้วย และอ่างเก็บน้ำ อีก 34 สายที่เหลือนั้น เพิ่งมีข้อมูลการเฝ้าระวังในปี พ.ศ.2540 คุณภาพน้ำส่วนใหญ่ จัดอยู่ในประเภทที่ 2 และ 3 และบางส่วนจัดอยู่ในประเภทที่ 4

4) คุณภาพน้ำของแม่น้ำภาคใต้

ในช่วงปี พ.ศ.2537-2540 กรมอนามัยได้ดำเนินการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำของแม่น้ำภาคใต้ รวมจำนวน 15 สาย มีเพียงแม่น้ำหลังสวนที่เฝ้าระวังต่อเนื่อง ตลอด 3 ปี คุณภาพน้ำจัดอยู่ในประเภทที่ 3 และมีแนวโน้มที่ไม่ดีนัก สำหรับแม่น้ำชุมพร แม่น้ำกระบุรี แม่น้ำพุมดวง และแม่น้ำตาปี ไม่มีข้อมูลการเฝ้าระวังในปี พ.ศ.2538 แต่อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลปี พ.ศ.2537 และ 2540 ชี้ให้เห็นว่า คุณภาพน้ำส่วนใหญ่ อยู่ในประเภทที่ 3 และ 4 ส่วนแม้น้ำปัตตานี และแม่น้ำสายบุรี แม้ว่าคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ไม่สู้ดีนัก แต่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น เนื่องจากในปี พ.ศ.2540 พบว่า ในบางบริเวณมีคุณภาพน้ำอยู่ในประเภทที่ 3 และ 2 เพิ่มมากขึ้น ในส่วนของแม่น้ำที่เพิ่งมีการเฝ้าระวังในปี พ.ศ.2540 ได้แก่ แม่น้ำกุยบุรี พบว่า อยู่ในเกณฑ์ดี แม่น้ำสวี ยังจัดอยู่ในประเภทที่ 4 แม่น้ำเทพา และแม่น้ำอู่ตะเภาอยู่ในประเภทที่ 3 ส่วนแม่น้ำปราณบุรี ส่วนใหญ่จัดอยู่ในประเภทที่ 5 และมีเพียงบางบริเวณของแม่น้ำนี้ ที่จัดอยู่ในประเภทที่ 2 และ 3

5) คุณภาพน้ำของแม่น้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ในช่วงปี พ.ศ.2537-2540 กรมอนามัยได้ดำเนินการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำของแม่น้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 34 สาย แม่น้ำที่ได้รับการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง จำนวน 7 สาย โดยเฉพาะแม่น้ำเลียง แม่น้ำจูน พบว่า มีแนวโน้มที่ดีขึ้น สำหรับแม่น้ำลำมูล แม่น้ำเลย แม่น้ำมูล แม่น้ำพอง แม่น้ำสงคราม คุณภาพน้ำมีแนวโน้มไม่สู้ดีนัก มีเพียงบางส่วนที่อยู่ในประเภทที่ 2 และ 3 ในส่วนของแม่น้ำเชิญ แม่น้ำลำชี ลำน้ำพรม ลำปรายมาศ และลำตะคอง ซึ่งมีข้อมูลการเฝ้าระวังในช่วงปี พ.ศ.2538 และ 2540 พบว่า ทั้งหมดมีคุณภาพน้ำที่แย่ลง อยู่ในประเภทที่ 4 และโดยเฉพาะแม่น้ำลำชี และลำน้ำพรมน่าห่วงเป็นพิเศษ เนื่องจากคุณภาพน้ำในปี พ.ศ.2540 อยู่ในประเภทที่ 5 นอกจากนี้ น้ำในแม่น้ำโขง มีแนวโน้มของคุณภาพน้ำต่ำลงเช่นกัน สำหรับแม่น้ำอื่นๆ อีก 16 สาย ที่เริ่มมีการเฝ้าระวังในปี พ.ศ.2540 นั้น ก็พบว่า ส่วนใหญ่ยังอยู่ในประเภทที่ 3 และ 4 แม้ว่ามีบางส่วนของแม่น้ำบางสาย จัดอยู่ในประเภทที่ 2 แต่ก็มีแม่น้ำบางสาย พบว่า คุณภาพน้ำทั้งหมดจัดอยู่ในประเภทที่ 4 ซึ่งได้แก่ ห้วยเสนง และห้วยตามาย

กราฟที่ 4.2 แสดงค่า BOD ของแม่น้ำสายต่างๆ ในแต่ละภาค ระหว่างปี พ.ศ.2533-2540

แสดงค่า BOD ของแม่น้ำสายต่างๆ ในแต่ละภาค ระหว่างปี พ.ศ.2533-2540

ที่มา : กรมควบคุมมลพิษ

แสดงค่า DO ของแม่น้ำสายต่างๆ ในแต่ละภาคระหว่างปี พ.ศ. 2538-2540

แสดงค่าปริมาณแบคทีเรียของแม่น้ำสายต่างๆ ในแต่ละภาคระหว่างปี พ.ศ. 2538-2540

ในส่วนของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งได้มีการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำของแม่น้ำสายต่างๆ ที่สำคัญๆ ในแต่ละภาคเช่นกัน ผลการวิเคราะห์หาค่า BOD, DO และปริมาณแบคทีเรียของแม่น้ำสายต่างๆ ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2538-2540(4,5,6) ปรากฎผลดังนี้ (กราฟที่ 4.2-4.4) โดยพบว่า

  1. คุณภาพน้ำของแม่น้ำภาคกลาง จำนวน 5 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง แควน้อย และแควใหญ่ เกือบทั้งหมดมีค่า BOD ลดลงทุกสาย ยกเว้นแม่น้ำแควใหญ่ กลับเพิ่มสูงขึ้นในปี พ.ศ.2540 สำหรับค่า DO ของแม่น้ำทั้ง 5 สาย มีค่าสูงขึ้นเล็กน้อย และปริมาณแบคทีเรียมีแนวโน้มลดลง
  2. คุณภาพน้ำของแม่น้ำภาคตะวันออก จำนวน 7 สาย ได้แก่ แม่น้ำบางปะกง ระยอง ประแสร์ พังราด จันทบุรี เวฬุ และตราด ส่วนใหญ่มีค่า BOD ลดลง ยกเส้นแม่น้ำประแสร์ สำหรับค่า DO เกือยทุกสายมีค่าสูงขึ้น ในปี พ.ศ.2539 และลดลงเล็กน้อยในปี พ.ศ.2540 ยกเว้นแม่น้ำบางปะกง และระยอง กลับมีค่าเพิ่มสูงขึ้น ในปี พ.ศ.2540 ส่วนปริมาณแบคทีเรียมีแนวโน้มลดลง
  3. คุณภาพน้ำของแม่น้ำภาคตะวันออดเฉียงเหนือ จำนวน 6 สาย ได้แก่ แม่น้ำพอง มูล ชี ลำปาว และเสียว เกือบทั้งหมดมีค่า BOD ลดลง ยกเว้น แม่น้ำลำปาว และลำชี ส่วนค่า DO ทุกสายมีแนวโน้มสูงขึ้น และปริมาณแบคทีเรียมีแนวโน้มลดลง
  4. คุณภาพน้ำของแม่น้ำภาคเหนือ จำนวน 6 สาย ได้แก่ แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน กวง และลี้ ทุกสายมีค่า BOD สูงขึ้น ส่วนค่า DO และปริมาณแบคทีเรียมีแนวโน้มลดลง
  5. คุณภาพน้ำของแม่น้ำภาคใต้ จำนวน 6 สาย ได้แก่ แม่น้ำปราณบุรี กุยบุรี ชุมพร หลังสวน ตาปี-พุมดวง และปากพนัง เกือบทุกสายมีค่า BOD สูงขึ้น ยกเว้นแม่น้ำชุมพร และตาปี-พุมดวง ส่วนค่า DO และปริมาณแบคทีเรียมีแนวโน้มลดลง
 

กรอบที่ 4.1

การแบ่งประเภทแหล่งน้ำผิวดิน ซึ่งมิใช่ทะเล

ประเภทที่ 1 (ดีมาก) ได้แก่ แหล่งน้ำที่มีสภาพตามธรรมชาติ โดยปราศจากน้ำทิ้ง จากกิจกรรมทุกประเภท และสามารถเป็นประโยชน์เพื่อ

  • การอุปโภค และบริโภคต้องผ่านการฆ่าเชื้อโรคตามปกติก่อน
  • การขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ระดับพื้นฐาน
  • การอนุรักษ์ระบบนิเวศน์ของแหล่งน้ำ

ประเภทที่ 2 (ดี) แหล่งน้ำที่ได้รับน้ำทิ้งจากกิจกรรมบางประเภท และสามารถเป็นประโยชน์ เพื่อ

  • การอุปโภค และบริโภค โดยต้องผ่านการฆ่าเชื้อตามปกติ และผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำทั่วไปก่อน
  • การอนุรักษ์สัตว์น้ำ
  • การประมง
  • การว่ายน้ำ และกีฬาทางน้ำ

ประเภทที่ 3 (พอใช้) ได้แก่ แหล่งน้ำที่ได้รับน้ำทิ้งจากกิจกรรมบางประเภท และสามารถเป็นประโยชน์เพื่อ

  • การอุปโภค และบริโภคต้องผ่านการฆ่าเชื้อตามปกติ และผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำทั่วไปก่อน
  • การเกษตร

ประเภทที่ 4 (ไม่ควรใช้) ได้แก่ แหล่งน้ำที่ได้รับน้ำทิ้งจากกิจกรรมบางประเภท และสามารถเป็นประโยชน์เพื่อ

  • การอุปโภค และบริโภคต้องผ่านการฆ่าเชื้อตามปกติ และผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำทั่วไปก่อน
  • การอุตสาหกรรม

ประเภทที่ 5 (ห้ามใช้) ได้แก่ แหล่งน้ำที่ได้รับน้ำทิ้งจากกิจกรรมบางประเภท และสามารถเป็นประโยชน์เพื่อ

  • การคมนาคม
 

กรอบที่ 4.2

วิกฤติการณ์มลพิษแม่น้ำพอง จังหวัดขอนแก่น(7)

อุบัติการมลพิษครั้งล่าสุดในแม่น้ำพอง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ปี พ.ศ.2540 เมื่อปลากว่า 5 แสนตัว ที่เลี้ยงใน 152 กระชังตาย ณ บ้านหนองยบัวน้อย ตำบลกุดน้ำใส อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น นอกจากนี้ยังพบว่า มีสัตว์น้ำนอกกระชัง เช่น ปลา และหอย ตายเป็นจำนวนมาก ณ บริเวณดังกล่าว จุดเกิดเหตุเป็นบริเวณน้ำพอง ที่ห่างจากท้ายเขื่อนอุบลรัตน์ ประมาณ 15 กม. ซึ่งบริเวณดังกล่าวนี้ เคยมีรายงานการปนเปื้อนของแม่น้ำพอง หลายครั้ง

ผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำในแม่น้ำพอง และลำน้ำสาขา พบว่า แม่น้ำพองบริเวณที่เกิดปลาตาย ได้รับผลกระทบจากน้ำเสียที่ไหลมาจากบึงโจด ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาเรื่องการปนเปื้อนของน้ำในห้วยโจด และส่งผลให้เกิดมลพิษในแม่น้ำพอง โดยเฉพาะบริเวณใต้ห้วยโจดลงมานี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (ปี พ.ศ.2530) และกองจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ (ปี พ.ศ.2536) ได้มีรายงานมานานแล้ว การตรวจสอบเมื่อเร็วๆ นี้ (กราฟ 4.5, 4.6) พบว่า น้ำจากห้วยน้ำโจดมีผลต่อคุณภาพน้ำในแม่น้ำพองจริง โดยพบว่า มีค่า EC และ COD แตกต่างกัน อย่างเห็นได้ชัด ระหว่างบริเวณน้ำพอง ก่อนและหลังที่น้ำจากห้วยโจดไหลลง เช่นเดียวกับตัวแปรทางเคมี ตัวแปรชีวภาพ ก็แสดงผลอย่างชัดเจน โดยพบสัตว์หน้าดิน ในแม่น้ำพอง บริเวณสถานีเหนือห้วยโจด พบสัตว์กลุ่มนี้ ในขณะที่สถานีท้ายห้วยโจดลงมาไม่พบเลย ทั้งๆ ที่เป็นสายน้ำเดียวกัน และระยะห่างกันไม่ถึง 10 กม. สัตว์หน้าดินนี้ พบว่า มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำ ในแม่น้ำพองมาก (Immuong et al. 1996)

ค่า DO เฉลี่ยของสถานีต่างๆ ในการตรวจสอบระยะแรก

 

น้ำในสถานีเหนือน้ำในห้วยโจด มีการปนเปื้อนน้อย ยกเว้นค่า EC (ในแผนภาพรวม 4.3) ซึ่งเกิดจากโรรงานไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม) แต่สถานีท้ายน้ำ โดยเฉพาะสถานีที่ตั้งอยู่ใกล้โรงงานกระดาษ มีการปนเปื้อนด้วยสารเคมีมาก และท้ายสุด เมื่อพิจารณาค่าของลิกนิน-แทนนิน ที่ชาวบ้านเก็บไว้ ณ วัน และสถานที่เกิดเหตุ (5 ธันวาคม ปี พ.ศ.2540) พบว่า มีสารลิกนิน-แทนนิน ในน้ำตัวอย่างนั้นสูงมาก

แสดงจุดเก็บตัวอย่างและคุณภาพน้ำของสถานีต่างๆในการตรวจสอบระยะที่สอง

จากการตรวจสอบครั้งนี้ สามารถสรุปได้ว่า ปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ ตายในแม่น้ำพอง ณ บริเวณบ้านหนองบัวน้อย เกิดจากการปนเปื้อนของแม่น้ำพอง ในบริเวณนั้น สารมลพิษที่ทำให้แม่น้ำพองเสียชั่วคราว เป็นน้ำเสียที่ไหลมาจากห้วยโจด ซึ่งภายหลังมีผลทำให้น้ำในบริเวณนั้นขาดออกซิเจน ปลาตายเกิดจากการขาดออกซิเจน และสารลิกนิน-แทนนินเข้มข้น ซึ่งสารลิกนิน-แทนนินนี้ มีผลยับยั้งต่อระบบการหายใจของปลา ศูนย์อนามัยสิ่งแวดล้อมเขต 6 และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รายงานสรุปผลการตรวจวิเคราะห์ หาสาเหตุปลาตาย ต่อคณะกรรมการจังหวัด ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนส่วนราชการ ผู้แทนองค์กรประชาชน ได้นำข้อมูลสรุปผลการตรวจวิเคราะห์เรื่อง ปลาตาย เปิดการเจรจาต่อรอง กับประธานกรรมการ บริษัท ฟินิคส์ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ (มหาชน) จำกัด ท้ายสุดบริษัทได้จ่ายเงินช่วยเหลือ เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชัง เป็นจำนวนทั้งสิ้น 2.95 ล้านบาท

เหตุการณ์ปลาตายในแม่น้ำพองครั้งนี้ สะท้อนภาพให้เห็นว่า

  1. ประเด็นความไม่สมดุลย์ และการขาดการบริหารทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพของไทย ซึ่ง ณ บริเวณแม่น้ำพองช่วงดังกล่าว น้ำได้ถูกสูบไปใช้มาก ทั้งเพื่อการเกษตร อุตสาหกรรม และน้ำบริโภคของชุมชน ในขณะเดียวกัน พบว่า มีน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ไหลลงสู่แม่น้ำพอง ในปริมาณนี้มากด้วย
  2. กลไกการตรวจสอบ และเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำ ของส่วนราชการต่างๆ ยังขาดประสิทธิภาพ และขาดการประสานงาน โดยเฉพาะกรณีไม่มีแผนฉุกเฉินรองรับ เพราะเหตุการณ์ตายของปลาส่วนมาก จะเป็นลักษณะเฉียบพลัน
  3. มาตรการด้านกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เช่น พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พรบ.สาธารณสุข พรบ.โรงงาน และประกาศกระทรวงต่างๆ ที่ออกตาม พรบ.เหล่านี้ ผู้ปฏิบัติตามกฎหมายยังขาดความรู้ ความเข้าใจ และการนำกฎหมายไปบังคับใช้
  4. จากเหตุการณ์ครั้งนี้ พบว่า อบต. และประชาชนในพื้นที่ ยังสับสนถึงบทบาท และการมีส่ววนร่วมในการแก้ไขปัญหา กรณีแม่น้ำเน่าเสีย และปลาตาย

คัดจาก : ยรรยงค์ อินทร์ม่วง "วิกฤตการณ์มลพิษในแม่น้ำพอง" Fact Sheet สถานการณ์สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย ปีที่ 3 ฉบับที่ 10 กรกฎาคม 2541

 

กรอบที่ 4.3

กรณีการปนเปื้อนตะกั่วในแม่น้ำปัตตานี(8)

ปริมาณโลหะหนักในลุ่มน้ำปัตตานี

ปริมาณตะกั่วในแม่น้ำปัตตานี ตรวจพบมีปริมาณค่อนข้างสูง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 หลังจากนั้น ได้มีการศึกษาปริมาณตะกั่วในสิ่งแวดล้อม ทั้งในน้ำ ตะกอนดิน และพืช รวมทั้งศึกษาถึงผลกระทบที่มีต่อสุขภาพ โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในปี พ.ศ.2536 พบปริมาณตะกั่ว ในตะกอนดินสูงถึง 3.333 ไมโครกรัมต่อกรัมของตะกอนดิน ในบริเวณลำน้ำสาขา ที่ไหลผ่านเหมืองแร่ดีบุก ในเขตบ้านถ้ำทะลุ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ปริมาณตะกั่วในตะกอนดิน พบ 32 ไม่โครกรัมต่อกรัม ของตะกอนดิน ในบริเวณปลายน้ำ และเพิ่มขึ้นในบริเวณสถานีที่ใกล้กับอ่าวปัตตานี นอกจากนี้ในปี พ.ศ.2537 พบปริมาณตะกั่วสูงในสาหร่าย ที่ใช้เป็นอาหาร และในสัตว์หน้าดินที่อยู่บริเวณอ่าวปัตตานี

กรมอนามัยสำรวจ และเฝ้าระวังคุณภาพแม่น้ำปัตตานี มีบริเวณตั้งแต่ปากอ่าวจังหวัดปัตตานี จนถึงเขื่อนบางลางจังหวัดยะลา รวม 4 สถานี (แผนภาพที่ 4.4 แสดงแผนที่แม่น้ำปัตตานี และสถานีเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 จนถึงปัจจุบันเพิ่มเป็น 10 สถานี

การวิเคราะห์โลหะหนักในแม่น้ำปัตตานี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 ถึงปี พ.ศ.2540 ปรากฎผลดังนี้

แสดงสถานีเฝ้าระวังคุณภาพแม่น้ำปัตตานี

1. ปริมาณตะกั่ว

พิจารณาจากแนวโน้มของปริมาณตะกั่ว ที่ตรวจพบในแม่น้ำปัตตานี บริเวณอำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา และบริเวณใต้เขื่อนบางลาง จังหวัดยะลา พบปริมาณตะกั่วสูงเกินค่าสูงสุดที่ยอมให้มีได้ (0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร) ในช่วงปี พ.ศ.2529-2535 หลังจากปี พ.ศ.2535 จนถึงปี พ.ศ.2540 ไม่พบปริมาณตะกั่วสูงเกินค่าที่กำหนดไว้ ยกเว้นบริเวณสะพานยีลาบัน อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นบริเวณที่มีเหมืองแร่ดีบุก นอกจากพบปริมาณตะกั่วสูง ในช่วงปี พ.ศ.2529-2534 แล้วยังพบปริมาณตะกั่วในบริเวณนี้ ยังคงมีอยู่ ซึ่งจะต้องทำการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ ในแม่น้ำปัตตานีอย่างต่อเนื่องต่อไป

 

2. ปริมาณโลหะหนักอื่นๆ

นอกจากนี้ผลการตรวจวัดปริมาณโลหะหนักตัวอื่นๆ ได้แก่ เหล็ก มังกานีส ทองแดง สังกะสี ตะกั่ว โครเมียม (ทั้งหมด) และแคดเมียม พบว่า ไม่เกินค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำแหล่งน้ำผิวดิน และมาตรฐานคุณภาพแหล่งน้ำ เพื่อการประปาขององค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ในทุกสถานที่ทำการตรวจวัด ส่วนคุณภาพน้ำประปาของเทศบาลเมืองปัตตานี และเทศบาลนครยะลา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ถึงปี พ.ศ.2540 ไม่พบปริมาณตะกัาวสูงเกินค่ามาตรฐาน น้ำบริโภคที่กำหนดไว้

ผลกระทบต่อสุขภาพอันเนื่องมาจากสารตะกั่ว

เด็กเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการได้รับสัมผัสสารตะกั่ว จากการศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในปี พ.ศ.2538 โดยการวัดระดับตะกั่วในเลือด ของเด็กนักเรียนอายุ 6-12 ปี ในโรงเรียนประถมศึกษาของอำเภอบันนังสตา และอำเภอยะหา จังหวัดยะลา ผลการตรวจว่า เด็กที่พบระดับสารตะกั่วเกิน 10 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร พบสูงถึงร้อยละ 96 โดยพบร้อยละ 73 ในอำเภอบันนังสตา ซึ่งเป็นบริเวณที่ปิดทำเหมืองดีบุกมาประมาณ 7 ปี เนื่องจากแร่มีราคาต่ำ และพบเพียงร้อยละ 23 ในอำเภอยะหา ซึ่งเป็นบริเวณที่ปิดทำเหมืองดีบุก มาปริมาณ 20 ปี และได้มีการฝังขี้แร่ และถมด้วยดินทรายก่อนการปลูกสร้าง ผลจากการศึกษาระดับตะกั่วในเลือดของเด็กนักเรียน ในอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา สนับสนุนการรายงานปริมาณผลปริมาณตะกั่ว ที่พบสูงทั้งในน้ำตะกอนดินท้องน้ำ และพืชน้ำ ปัญหาตะกั่วในแม่น้ำปัตตานี จึงมีผลมาจากการทำเหมืองแร่ ในอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เป็นแหล่งสำคัญ

การดำเนินการแก้ไขปัญหา

หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนได้ร่วมกันปรึกษาหารือ และดำเนินการเพื่อควบคุม และแก้ไขปัญหาการปนเปื้อน ของสารตะกั่วในบริเวณลุ่มแม่น้ำปัตตานี โดยดำเนินการฝังกลบขี้แร่ ในบริเวณเหมืองแร่เก่า จัดหาน้ำสะอาดให้เพียงพอ ในพื้นที่เสี่ยงบริเวณการปนเปื้อน ของสารตะกั่วสูง และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา และปัตตานี ได้ทำการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำบริโภค และแหล่งน้ำอย่างสม่ำเสมอ การดำเนินการเพื่อการแก้ไขปัญหาโลหะหนัก ในแม่น้ำปัตตานี และแม่น้ำสายอื่น ที่มีปัญหาในระยะต่อไป ควรครอบคลุมถึงการพัฒนาตัวชี้วัด ที่มีความแม่นยำ เที่ยงตรง และง่ายต่อการใช้ตรวจสอบหาผลกระทบ ของโลหะหนักที่มีผลต่อสุขภาพ ในระยะแรก เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ในการเฝ้าระวัง และฟื้นฟูคุณภาพน้ำในท้องถิ่นของตน

คัดจาก : พรพิมล วราทร "ปัญหาตะกั่วในลุ่มน้ำปัตตานี" Fact Sheet สถานการณ์สุขภาพและสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย ปีที่ 3 ฉบับที่ 6 มีนาคม 2541

 

กรอบที่ 4.4

ผลกระทบของสารตะกั่ว ต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ในหมู่บ้านคลิตี้ล่าง(9)

ห้วยคลิตี้ อยู่ใน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี เป็นลำห้วยใหญ่ ไหลจากทางทิศเหนือไปใต้ เกิดจากการรวมตัวกัน ของห้วยคลิตี้ย่อย 2 สาย คือ สายตะวันตก และสายเหนือ ห้วยคลิตี้สายเหนือจะไหลผ่านเหมืองบ่องาม ซึ่งเป็นเหมืองที่ผลิตแร่ตะกั่ว คาร์บอเนตที่สำคัญ ส่วนห้วยคลิตี้สายตะวันตก เกิดจากการรวมตัวของห้วยผึ้ง และห้วยดีกะ ซึ่งไหลผ่านหินปูนที่มีความอุดมสมบูรณ์ของแร่ตะกั่ว ห้วยคลิตี้จะไหลผ่านบ้านคลิตี้บน โรงลอยแร่คลิตี้ น้ำตกธิดาดอย หมู่บ้านคลิตี้ล่าง น้ำตกคลิตี้ แล้วไปบรรจบกับลำคลองงู และไหลไปลงเขื่อนศรีนครินทร์ (ดูแผนภาพที่ 4.5) ลักษณะทางธรณีวิทยาของห้วยคลิตี้ พบว่า ด้านเหนือมีหลุมยุบ (sink hole) กระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งดินชนิดนี้มีแร่ตะกั่วปนอยู่มาก เมื่อฝนตกจะเกิดการชะล้าง แร่ตะกั่วลงสู่ห้วยคลิตี้

ผลการตรวจปริมาณตะกั่วในตะกอนธารน้ำ น้ำ และสัตว์น้ำ

เนื่องจากชาวบ้านคลิตี้ล่าง ได้รับความเดือดร้อนจาอการปล่อยน้ำเสียง ของเหมืองแร่คลิตี้ ซึ่งมีสารตะกั่วสะสมในลำห้วยคลิตี้ ดังได้ปรากฎเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 21 เมษายน 2541

กรมอนามัย กรมการแพทย์ และสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกหน่วยเคลื่อนที่ในระหว่าง วันที่ 6 มกราคม 2542 - 12 กุมภาพันธ์ 2542 เพื่อสำรวจสภาวะสุขภาพของประชาชน เกี่ยวกับโรคพิษตะกั่ว ในหมู่บ้านคลิตี้ล่าง ซึ่งมีลำห้วยคลิตี้ไหลผ่าน ผลการตรวจพบสารตะกั่วในเลือดของชาวบ้าน ดังปรากฎในตารางที่ 4.1 และปริมาณตะกั่วสะสมในสิ่งแวดล้อม ปรากฎตารางที่ 4.2 และผลการศึกษาครั้งนี้ สรุปได้ว่า

  1. ชาวบ้านหมู่บ้านคลิตี้ล่าง มีปริมาณตะกั่วในเลือดสูงกว่าคนปกติทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็ก 0-6 ปี แต่ยังตรวจไม่พบอาการของโรคพิษตะกั่ว อย่างชัดเจน จำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังทางสุขภาพต่อไป
  2. น้ำในห้วยคลิตี้ โรงแร่คลิตี้ ผ่านหมู่บ้านคลิตี้ล่าง น้ำตกธิดาดอย และน้ำตกคลิตี้ ถึงปากคลองงู มีสารตะกั่วปนเปื้อนในปริมาณที่ไม่เหมาะ สำหรับการอุปโภค บริโภคของประชาชน
  3. สัตว์น้ำประเภท กุ้ง หอย ปู ปลา ในห้วยคลิตี้ ทุกบริเวณมีสารตะกั่วปนเปื้อน อยู่ในปริมาณที่ไม่เหมาะสม ต่อการบริโภคของประชาชน
  4. น้ำประปาภูเขา และพืชผักสวนครัว มีสารตะกั่วในปริมาณที่ไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน สำหรับบริโภค

ตารางที่ 4.1 ผลการตรวจหาสารตะกั่วในเลือดของชาวบ้าน

กลุ่มอายุ (ปี) ระดับสารตะกั่ว (µg/dl) จำนวนคน ที่พบสารตะกั่วในเลือด (ร้อยละ) ค่าเฉลี่ย (µg/dl)
0-6 10-14
15-19.99
20-44.00
1 (2.6)
6 (15.4)
32 (82.0)
23.56+4.76
7-15 21.08-33.05 8 (2.8) 28.30+3.74
>16 8.58-41.36 72* 26.3+7.15

หมายเหตุ : * พบระดับสารตะกั่ว >40 µg/dl มี 3 คน

ตารางที่ 4.1 ผลการตรวจหาสารตะกั่วในเลือดของชาวบ้าน

แหล่งที่เก็บตัวอย่าง ปริมาณตะกั่ว เปรียบเทียบกับค่ามาตรฐาน
1. เหนือโรงลอยแร่คลิตี้ nil-0.01(1)
(mg/l)
ไม่เกิน
2. ใต้โรงลอยแร่คลิตี้ หมู่บ้านคลิตี้ น้ำตกธิดาดอย น้ำตกคลิตี้ 0.04-1.38
(mg/l)
สูงเกิน
3. น้ำประปาภูเขาจากถังน้ำ และปลายท่อในหมู่บ้านคลิตี้ล่าง nil-0.03
(mg/l)
ไม่เกิน
4. พืชผักสวนครัวของชาวบ้าน ในหมูบ้านคลิตี้ล่าง nil-0.02(1)
(mg/kg)
ไม่เกิน
5. ปลาที่ชาวบ้านนำมาประกอบอาหาร บริเวณน้ำตกธิดาดอย น้ำตกคลิตี้ล่าง 1.215-1.275(2)
(mg/kg)
สูงเกิน

หมายเหตุ :
(1) ค่ามาตรฐานของตะกั่ว = 0.05 mg/l
(2) ค่ามาตรฐานของตะกั่ว = 1 mg/kg

คัดจาก : สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย รายงานการศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ในหมู่บ้านคลิตี้ล่าง จากสารตะกั่วที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2542 (เอกสารอัดสำเนา)
 
ระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์กลาง
เพื่อการสื่อสารในภาครัฐ Log In
  • สมัครขอใช้งานอีเมล์
  • วิธีแก้ปัญหาการใช้ mailgothai
  • การส่งเอกสารเพื่อเปิดใช้อีเมล์
  • มีปัญหาติดต่อสอบถามได้ที่
    โทร 0-2590-4290
    ระบบฐานข้อมูลกลาง Login
    สอบถามข้อมูลได้ที่
    โทร 0-2590-4293
     
    สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
    สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ
    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
    เว็บไซต์ สำนักที่ปรึกษา กรมอนามัย รูปแบบใหม่ เป็นอย่างไรในความคิดคุณ