สถานการณ์ด้านสุขภาพ และอนามัยสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย


ภาค 1
สถานการณ์ และแนวโน้มของปัญหาสุขภาพ ในแต่ละกลุ่มอายุ

 
บทที่ 3
กลุ่มเด็กวัยเรียน (5-14 ปี)
 

ในปี พ.ศ.2540 ประเทศไทยมีเด็กวัย 5-14 ปี จำนวน 11,023 ล้านคน อัตราตายลดลงเหลือประมาณ 5,000 คนต่อปี การตายเนื่องจากอุบัติเหตุ จากการขนส่ง ส่วนใหญ่จะเกิดในเด็กวัยนี้ประมาณ 600-800 รายต่อปี เป็นเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง นอกจากนี้มักเจ็บป่วย ต้องเข้ารับการรักษาด้วยสาเหตุจากโรคติดเชื้อ โรคทางเดินหายใจ โรคระบบไหลเวียนเลือด อุบัติเหตุ และถูกทำร้าย

สถานการณ์ด้านการส่งเสริมสุขภาพของประชากร ในเด็กวัยเรียน (5-14 ปี) ได้ชี้ให้เห็นถึงสภาพปัญหา การกระจายตัวของปัญหา สาเหตุ และความรุนแรง ในประเด็นสำคัญต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. ภาวะโภชนาการในเด็กนักเรียน

1.1 ปัญหาภาวะการเจริญเติบโต

จากผลการศึกษาสภาวะสุขภาพของนักเรียนในประเทศไทย ของกองอนามัยโรงเรียน พ.ศ.2537-2538(1) พบว่า นักเรียนในชนบทมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (น้ำหนักตามอายุ) และส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (ส่วนสูงตามอายุ) มากกว่านักเรียนในเขตเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักเรียนระดับประถมศึกษา ในเขตชนบท จะมีน้ำหนัก และส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์มากที่สุด ร้อยละ 17.7 และ 19.4 ตามลำดับ (ตารางที่ 3.1)

ตารางที่ 3.1 ภาวะการเจริญเติบโตของนักเรียน ในแต่ละระดับการศึกษา ในปี พ.ศ.2538

ระดับการศึกษา น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ( (% นักเรียน) ส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์ ( (% นักเรียน)
เขตเมือง* เขตชนบท เขตเมือง* เขตชนบท
ก่อนประถม 11.7 14.6 7.7 14.6
ประถม 12.5 17.7 13.8 19.4
มัธยม 9.1 12.2 7.6 13.6
ก่อนประถม-มัธยม 11 14.9 10.3 16.2
ภาพรวม ** 14.7 15.9

* เขตเมือง ไม่รวม กทม.
** ภาพรวม โดยการคำนวณสัดส่วน เมือง : ชนบท = 1:20 โดยยังไม่ได้ปรับในระดับภาค เปรียบเทียบกับมาตรฐานน้ำหนักส่วนสูง ที่กำหนดโดย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ.2530

ที่มา : กองอนามัยโรงเรียน กรมอนามัย, พ.ศ.2538

ในปี พ.ศ.2540 กรมอนามัยได้ทำการเฝ้าระวังการเจริญเติบโต ของเด็กวัยเรียน ระดับประถมศึกษาทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 5,304,854 คน พบว่า เด็กนักเรียนประถมศึกษามีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 11.84 เพิ่มจากปี พ.ศ.2539 ร้อยละ 4 และในปี พ.ศ.2541 เพิ่มเป็นร้อยละ 12.29 (กราฟ 3.1)

แสดงข้อมูลภาวะการเจริญเติบโตของนักเรียนประถมศึกษาที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ปี พ.ศ. 2532-2541

เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา ในสังกัดต่างๆ พบว่า นักเรียนมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มากที่สุด ได้แก่โรงเรียนในสังกัด ตชด. (ร้อยละ 16.82) รองลงมาคือ โรงเรียนประถมศึกษาในจังหวัดต่างๆ (ร้อยละ 12.21) และที่พบน้อยที่สุด ในสังกัดประถมศึกษาของ กทม. (ร้อยละ 4.57) (ตารางที่ 3.2)

ตารางที่ 3.2 เปรียบเทียบข้อมูลภาวะการเจริญเติบโตของเด็กวัยเรียนประถมศึกษา ปี 2540

ที่ สังกัด จำนวน นร. ทั้งหมด จำนวน ชั่งน้ำหนัก จำนวน นร. ต่ำกว่าเกณฑ์
1. ก่อนประถม 75 จังหวัด 1,671,198 1,430,583 165,152 (11.54%)
2. ประถม 75 จังหวัด 5,307,813 4,992,784 609,429 (12.21%)
3. ตชด. 26,110 26,110 4,392 (16.82%)
4. สป. กทม. 46,793 42,509 1,943 (4.57%)
5. กรุงเทพมหานคร 256,968 212,816 12,769 (6%)
  รวม 7,308,882 6,704,802 793,802 (11.84%)

1.2 ภาวะโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

จากข้อมูลรายงานการเฝ้าระวังโรคโลหิตจาง ในปี พ.ศ.2540 ในนักเรียนกลุ่มอายุ 6-14 ปี ทั่วประเทศ(2) พบว่า ในภาพรวม นักเรียนมีภาวะโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ร้อยละ 12.6 โดยพบมากที่สุดในนักเรียนภาคใต้ ร้อยละ 15.2 ภาคกลางพบน้อยที่สุด ร้อยละ 10.8 ในภาคเหนือเกือบครึ่งหนึ่งของนักเรียนในเขตชนบท มีภาวะโลหิตจางมากกว่าเขตเมือง ส่วนในภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในเขตเมืองกลับมีมาภภว่าเขตชนบท และสภาพปัญหาภาวะโรคโลหิตจาง จากการขาดธาตุเหล็กในนักเรียน มีแนวโน้มลดลง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี พ.ศ.2531-2540 (กราฟ 3.2)

แสดงความชุกของภาวะโลหิตจางในเด็กนักเรียนอายุ 6-14 ปี แยกรายภาคระหว่างปี พ.ศ. 2531-2540

1.3 ภาวะโรคขาดสารไอโอดีน (โรคคอพอก)

จากรายงานการเฝ้าระวังขาดสารไอโอดีน ใน 75 จังหวัด พบว่า เด็กนักเรียนประถมศึกษา มีอัตราคอพอกลดลง เหลือร้อยละ 2.6 ในปี พ.ศ.2541(3) และแยกเป็นรายภาค พบว่า ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออก มีอัตราคอพอกร้อยละ 1.05, 1.31 และ 1.57 ตามลำดับ สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ยังคงมีอัตราคอพอกสูง คือ ร้อยละ 3.5 และ 3.29 และเมื่อแยกจังหวัด พบว่า จังหวัดที่คงมีอัตราคอพอกสูง คือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เลย และตาก ซึ่งมีอัตราคอพอกร้อยละ 8.10, 7.96 และ 7.42 ตามลำดับ (กราฟ 3.3, 3.4)

แสดงภาวะโรคขาดสารไอโอดีนหรืออัตรชุกของโรคคอพอกในเด็กนักเรียนประถมศึกษา (อายุ 6-14 ปี) ระหว่างปี พ.ศ. 2532-2540

แสดงอัตรคอพอกในเด็กนักเรียนประถมศึกษา (อายุ 6-14 ปี) แยกเป็นรายภาคเปรียบเทียบปี พ.ศ. 2540 กับ 2541

1.4 ภาวะน้ำหนักเกิน หรือโรคอ้วน

จากการศึกษาภาวะโภชนาการของนักเรียน ระดับประถมศึกษา ในเขตกรุงเทพมหานคร (กราฟ 3.5) จำนวน 8 โรงเรียน รวมนักเรียนทั้งสิ้น 2,885 คน โดยแบ่งเป็นสังกัดละ 2 โรงเรียน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ ทบวงมหาวิทยาลัย และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน โดยติดตามชั่งน้ำหนัก - วัดส่วนสูงเด็กดังกล่าว เทอมละ 1 ครั้ง รวม 6 ครั้ง ในช่วงเวลา 3 ปี (ปี พ.ศ.2535-2537) ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนสังกัดทบวงมหาวิทยาลัยเป็นโรคอ้วนสูงสุด ในการชั่งน้ำหนักครั้งที่ 1-6 โดยพบโรคอ้วน ระหว่างร้อยละ 25.9-31.5 โรงเรียนที่มีนักเรียนอ้วนรองลงมา ได้แก่ โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน พบโรคอ้วนระหว่างร้อยละ 25.7-28.1 โรงเรียนสังกัด สปช. อยู่ระหว่างร้อยละ 23.3-27.4 ส่วนโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร พบอัตราโรคอ้วนต่ำที่สุด อยู่ระหว่างร้อยละ 11.2-14.6(4)

แสดงภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์หรืออัตราโรคอ้วนในเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา แยกตามสถาบัน จากการสำรวจ 6 ครั้ง ในช่วง 3 ปี (พ.ศ. 2535-2537)

การศึกษาภาวะโภชนาการเกินมาตรฐาน ในกลุ่มนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 อายุ 11-17 ปี ในปี พ.ศ.2533 (กราฟ 3.6) เป็นโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา 10 โรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน 4 โรงเรียน และสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย 2 โรงเรียน รวมเด็กทั้งหมด 7,437 คน นักเรียนชายมีอัตราโรคอ้วนมากกว่านักเรียนหญิงในทุกชั้น โดยชั้นที่มีโรคอ้วนที่สุด ได้แก่ ชั้น ม.6 ร้อยละ 24.9 รองลงมา ได้แก่ ชั้น ม.5 ร้อยละ 24.5 ส่วนนักเรียนหญิงจะมีอัตราสูงสุดในชั้น ม.6 ร้อยละ 17.3 รองลงมา ชั้น ม.4 ร้อยละ 15.3 ผลการศึกษาฯ หากพิจารณาแยกตามชั้นเรียน โดยรวมเพศชายและหญิง อัตราโรคอ้วนจะยังคงอยู่ในชั้น ม.6 ถึงร้อยละ 20.5 ชั้น ม.5 ร้อยละ 17.9 และชั้น ม.4 ร้อยละ 15.9

แสดงการเปรียบเทียบอัตราโรคอ้วนในเด็กนักเรียนระดับมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษา,สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนและทบวงมหาวิทยาลัย ระหว่างเพศหญิงและเพศชาย

2. ภาวะทันตสุขภาพ

โรคฟันผุ

จากรายงานผลการสำรวจ สภาวะทันตสุขภาพแห่งชาติ โดยกองทันตสาธารณสุข ปี พ.ศ.2537(5) ชี้ให้เห็นว่า อัตราโรคฟันผุในนักเรียนจะเพิ่มขึ้นตามอายุ ดังผลการสำรวจที่พบว่า อัตราฟันผุในฟันน้ำนมของนักเรียนกลุ่มอายุ 3 ปี จะน้อยกว่ากลุ่มอายุ 6 ปี และในทำนองเดียวกัน อัตราฟันผุของฟันแท้ในนักเรียนกลุ่มอายุ 6 ปี จะมีน้อยที่สุด นักเรียนกลุ่มอายุ 12 ปี จะมีอัตราฟันผุของฟันแท้ น้อยกว่านักเรียนกลุ่มอายุ 17-19 ปี (กราฟ 3.7)

แสดงการเปรียบเทียบอัตราฟันผุในฟันน้ำนมและฟันแท้ของนักเรียนในกลุ่มอายุต่างๆ ปี พ.ศ. 2537

ฟันผุของเด็กกลุ่มอายุ 5-6 ปี ซึ่งมีฟันแท้เริ่มขึ้นแล้ว 1-2 ซี่ องค์การอนามัยโลก ต้องการให้เด็กกลุ่มนี้อย่างน้อยร้อยละ 50 ต้องไม่มีฟันผุเลย ประเทศไทยกำหนดไว้แค่ร้อยละ 30 แต่ยังไม่สามารถบรรลุได้ และกลับมีแนวโน้มที่แสดงให้เห็นว่า จำนวนเด็กกลุ่มอายุนี้ เป็นโรคฟันผุมากขึ้น (กราฟ 3.8)

เปรียบเทียบภาวะของฟันผุในเด็กอายุ 5-6 ปี ที่สำรวจพบระหว่างปี พ.ศ. 2527, พ.ศ.2532 และ พ.ศ. 2537

โรคเหงือก

สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ โรคเหงือกอักเสบ แม้จะได้ดำเนินการส่งเสริมทันตสุขภาพ และรณรงค์มากกว่า 15 ปีแล้วก็ตาม ได้ข้อมูลประจักษ์ชัดว่า เด็กวัย 12 ปี มีสภาวะของเหงือกปกติอยู่เพียงร้อยละ 5.9 ส่วนใหญ่ร้อยละ 94.6 เป็นผู้ที่มีสภาพเหงือกไปม่ปกติ กล่าวคือ เป็นโรคเหงือกอักเสบระยะแรก มีเลือดออกง่ายร้อยละ 2.2 และมีสภาพเหงือกที่มีหินปูนคิดเป็นร้อยละ 84.4 ในปี พ.ศ.2537 เด็กนักเรียนเป็นโรคเหงือกเพิ่มขึ้น เป็นร้อยละ 97.7 ทำให้ผู้มีเหงือกปกติลดลงเหลือร้อยละ 2.3 และ จำนวนเด็กที่มีหินปูนมากขึ้น เป็นร้อยละ 87.5 (กราฟ 3.9)

เปรียบเทียบสภาวะของฟันในเด็กนักเรียนที่สำรวจพบระหว่างปี พ.ศ. 2527,และ พ.ศ. 2537

3. ความผิดปกติที่พบเสมอในเด็กนักเรียน

3.1 ความผิดปกติของอวัยวะการเรียนรู้ (ตา และหู)

จากการสำรวจภาวะสุขภาพนักเรียนในประเทศไทย โดยทดสอบสายตา และตรวจการได้ยินของนักเรียน(6) พบว่า ในปี พ.ศ.2538 มีนักเรียนสายตาผิดปกติมากที่สุด ถึงร้อยละ 12.3 และปัญหาสายตาผิดปกติในนักเรียนมีแนวโน้มสูงขึ้น เมื่อเทียบกับปี พ.ศ.2533 (กราฟ 3.10) นอกจากนี้ นักเรียนในเขตเมือง มีปัญหาสายตาผิดปกติมากกว่าเขตชนบท นอกจากนี้ (กราฟ 3.11) นักเรียนมัธยมศึกษามีอัตราสายตาผิดปกติมากที่สุด ร้อยละ 5.6 สำหรับสายตาผิดปกติของนักเรียนประถม และอนุบาลมีอัตราใกล้เคียงกัน เท่ากับร้อยละ 3.3 และ 3.2 ตามลำดับ

แสดงการเปรียบเทียบอัตรความผิดปกติของสายตานักเรียนทั่วประเทศกับ กทม.ระหว่าง ปี พ.ศ. 2533 และ พ.ศ. 2538

เปรียบเทียบสภาวะสายตากับการได้ยินผิดปกติ จำแนกตามพื้นที่ ในปี พ.ศ. 2533

นักเรียนที่มีภาวะการได้ยินผิดปกติ พบปัญหามากที่สุดใน กทม. ร้อยละ 5.8 และนักเรียนในเขตชนบท มีปัญหาการได้ยินผิดปกติมากกว่าเขตเมือง (กราฟ 3.11) นักเรียนประถม และมัธยมศึกษา มีอัตราการได้ยินผิดปกติใกล้เคียงกัน ร้อยละ 3.9 และ 3.2 ส่วนนักเรียนอนุบาลมีปัญหาน้อยที่สุด ร้อยละ 1.0 (กราฟ 3.12)

เปรียบเทียบภาวะความผิดปกติของสายตาและการได้ยินในนักเรียนระดับต่างๆ ในปี พ.ศ. 2538

3.2 โรคที่เป็นผลจากสุขวิทยาส่วนบุคคลไม่ดี

โรคนี้เป็นผลจากสุขวิทยาส่วนบุคคลไม่ดี ในเด็กนักเรียน ได้แก่ โรคเหา เกลื้อน กลาก โดยการสำรวจภาวะสุขภาพนักเรียนในประเทศไทย กองอนามัยโรงเรียน เมื่อปี พ.ศ.2533-2534 พบอัตราการเป็นโรคร้อยละ 5.9, 6.0 และ 0.3 ตามลำดับ โดยที่นักเรียนประถมเป็นเหามากที่สุด ร้อยละ 11.6(7) และส่วนใหญ่โรคเหาจะพบในนักเรียนหญิง สำหรับสภาพปัญหาโรคเหล่านี้มีแนวโน้มลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ.2533 (กราฟ 3.13, 3.14)

เปรียบเทียบอัตราของโรคทีเป็นผลจากสุขวิทยาส่วนบุคคลในนักเรียน ระหว่างปี พ.ศ. 2533-2538

การเปรียบเทียบอัตราโรคเหาในนักเรียนประถมศึกษาในปี พ.ศ. 2533 และ 2538

4. ภาวะการเจ็บป่วย

4.1 โรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน

ในจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดในกลุ่มโรคที่ป้องกันได้ ด้วยวัคซีน พบว่า ในปี พ.ศ.2540 เด็กวัยเรียน (5-14 ปี) มีอัตรากรป่วยมากที่สุด กล่าวคือ เป็นโรคไอกรน โรคคางทูม โรคหัด และคอตีบ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 67.57 (75 ราย), 58.20 (17,739 ราย), 54.88 (8,299 ราย) และ 37.84 (14 ราย) ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด ในแต่ละโรคนั้นๆ ตามลำดับ เมื่อพิจารณาในภาพรวมของโรคเหล่านี้ พบว่า จำนวนผู้ป่วยในกลุ่มอายุนี้ ยังมีลักษณะขึ้นๆ ลงๆ ไม่แน่นอน (กราฟ 3.15)

เปรียบเทียบสัดส่วนของโรคต่างๆ ที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนในเด็กอายุ 5-14 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2533-2540

4.2 โรคติดเชื้อ

จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคติดเชื้อที่พบมากที่สุดในเด็กวัยเรียน (5-14 ปี) ในปี พ.ศ.2540 คือ ไข้เลือดออก รองลงมาคือ ไข้สมองอักเสบ และโรคมาลาเรีย มีสัดส่วนร้อยละ 67.66 (61,803 ราย), 37.95 (222 ราย) และ 18.92 (11,108 ราย) ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดแต่ละโรคนั้นๆ ตามลำดับ สำหรับโรคอุจจาระร่วง แม้จะมีจำนวนผู้ป่วยสูงถึง 109,371 ราย แต่คิดเป็นสัดส่วนแล้วน้อยกว่ากลุ่มอายุ 0-5 ปี คือ มีเพียงร้อยละ 10.37 ในภาพรวมของโรคติดเชื้อเหล่านี้ พบว่า จำนวนผู้ป่วยในกลุ่มอายุนี้มีแนวโน้มลดลง (กราฟ 3.16)

เปรียบเทียบสัดส่วนของโรคติดเชื้อต่างๆ ในเด็กอายุ 5-14 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2533-2540

5. ภาวะอุบัติเหตุ

จากการศึกษาระบาดวิทยาการตายจากอุบัติเหตุทางน้ำ ในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ.2529-2535 พบว่า ผู้ตายจากอุบัติเหตุทางน้ำสูงสุด อยู่ในกลุ่มวัยเรียน (5-14 ปี) ส่วนใหญ่เป็นชายมากกว่าหญิง 3-4 เท่า ในทุกกลุ่มอายุ ทั้งนี้อาจจะขาดประสบการณ์ ในการเล่นน้ำที่ปลอดภัย และช่วยเหลือตนเองได้น้อย เมื่อพิจารณาการจายจากอุบัติเหตุทางน้ำ ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา พบว่า ยังไม่มีแนวโน้มที่ลดลง อัตราการตายอยู่ระหว่าง 4.4-6.7 ต่อประชากร 100,000 คน (กราฟ 3.17)

การศึกษาระบาดวิทยาการตายจากอุบัติเหตุทางน้ำ ในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ.2529-2535

 

กรอบที่ 3.1

ภาวะน้ำหนักเกิน หรือโรคอ้วน

โรคอ้วน คือ สภาวะร่างกายมีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ โดยมีการสะสมของไขมันใต้ผิวหนัง ช่องท้อง และอื่นๆ ด้วย ซึ่งวัดโดย

  • น้ำหนักเกินจากมาตรฐาน ตั้งแต่ร้อยละ 20 ขึ้นไป โดยใช้น้ำหนักมาตรฐาน ซึ่งอยู่ในส่วนสูงระดับเดียวกัน หรือน้ำหนักสูงเทียบกับค่ามาตรฐาน น้ำหนัก ส่วนสูงของประชาชนไทย อายุ 1 วัน - 19 ปี กรมอนามัย พ.ศ.2530 อยู่ระหว่าง Percentile ที่ 90-97 จัดเป็นกลุ่มที่มีน้ำหนักมากกว่าปกติ (เริ่มอ้วน) และ Percentile ที่ 97 ขึ้นไป ถือว่าเป็นโรคอ้วน
  • ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index - BMI) คำนวณโดยใช้น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง สำหรับคนปกติจะมีค่ามาตรฐานอยู่ระหว่าง 20-24.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร ถ้า BMI> 25 กิโลกรัม/ตารางเมตร ถือว่าเริ่มอ้วน และ BMI> 30 กิโลกรัม/ตารางเมตร ถือว่า เป็นโรคอ้วน สำหรับมาตรฐานการตัดสินว่า เป็นโรคอ้วน มีความแตกต่างกัน บางแห่งตัดสินที่ BMI> 25 กิโลกรัม/ตารางเมตร และบางแห่งตัดสินที่ BMI> 30 กิโลกรัม/ตารางเมตร และปกติจะใช้กับคนอายุ 20 ปีขึ้นไป
  • ติดสินด้วยตนเอง โดยยืนตัวตรง มองปลายเท้าของตัวเอง โดยไม่งอตัว หรือก้ม หากมองไม่เห็นปลายนิ้วเท้า แสดงว่า อ้วน

สาเหตุของโรคอ้วน

  • กินอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย และออกกำลังกายน้อย
  • กรรมพันธุ์ ถ้าพ่อ แม่อ้วน ลูกมีโอกาสอ้วนถึง 80%
  • ความผิดปกติของการทำงานของต่อมไร้ท่อ มีผลให้การผลิตฮอร์โมนบางชนิดผิดปกติ
  • ยาบางชนิด หรือภาวะบางอย่าง เช่น ความเครียด ทำให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้น

ผลกระทบจากโรคอ้วน

  • ด้านร่างกาย ทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้แก่ โรคความดันโลหิตส฿ง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคเบาหวาน โรคนิ่วในถุงน้ำดี เส้นเลือดขอด ผู้หญิงมีโอกาสเกิดมะเร็งของมดลูก รังไข่ และเต้านม ผู้ชายจะเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ต่อมลูกหมาก และโรคเกี่ยวกับข้อ
  • ปัญหาทางเพศสัมพันธ์
  • ด้านจิตใจ เกิดปมด้อย หงุดหงิด เครียด วิตกกังวล
  • ด้านสังคม เกิดความสับสนในชีวิต ประสบปัญหาในครอบครัว หรืออาชีพบางอย่างมีขีดจำกัดสำหรับคนอ้วน
 
 
 
ระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์กลาง
เพื่อการสื่อสารในภาครัฐ Log In
  • สมัครขอใช้งานอีเมล์
  • วิธีแก้ปัญหาการใช้ mailgothai
  • การส่งเอกสารเพื่อเปิดใช้อีเมล์
  • มีปัญหาติดต่อสอบถามได้ที่
    โทร 0-2590-4290
    ระบบฐานข้อมูลกลาง Login
    สอบถามข้อมูลได้ที่
    โทร 0-2590-4293
     
    สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
    สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ
    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
    เว็บไซต์ สำนักที่ปรึกษา กรมอนามัย รูปแบบใหม่ เป็นอย่างไรในความคิดคุณ