สถานการณ์ด้านสุขภาพ และอนามัยสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย

ภาค 1
สถานการณ์ และแนวโน้มของปัญหาสุขภาพ ในแต่ละกลุ่มอายุ
 
ในภาคที่หนึ่งของหนังสือเล่มนี้ จึงได้นำเสนอสถานการณ์สุขภาพของประชากรไทย ในกลุ่มอายุต่างๆ จากอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยแบ่งออกเป็น 6 บทด้วยกัน บทแรก เป็นการนำเสนอภาพรวมของโครงสร้างประชากรไทย ตามาด้วย บทที่สอง สุขภาพของเด็กอายุ 0-4 ปี หรือเด็กวัยก่อนเรียน บทที่สาม เด็กวัยเรียน อายุ 5-14 ปี บทที่สี่ เด็กวัยรุ่น หรือเยาวชน อายุ 15-24 ปี บทที่ห้า กลุ่มวัยทำงาน อายุ 15-59 ปี และบทสุดท้าย กลุ่มวัยผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป

ทรัพยากรมนุษย์ คือ ทุนทางสังคมอันมีค่ายิ่ง ทุกประเทศจึงต่างตระหนักให้ชนในชาติ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งสุขภาพทางกาย จิตใจ และสังคม

คำประกาศในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 "คน" จึงเป็นศูนย์กลางแห่งการพัฒนา การนำแผนไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์นี้ ภารกิจหนึ่งที่สำคัญคือ การส่งเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะสุขภาพของประชากรในวัยต่างๆ จะต้องได้ระบการดูแลอย่างเหมาะสม
 
 
บทที่ 1
โครงสร้างประชากรไทย
 

ประเทศไทย ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และช่วงเวลาที่จะเป็นไปในอนาคต มีประชากรที่เพิ่มขึ้น ด้วยอัตราที่ช้าลงอย่างมาก (กราฟ 1.1) ในอดีต ระหว่างปี พ.ศ.2490 ถึง 2530 ประเทศไทยอยู่ใน "ช่วงเปลี่ยนผ่านทางประชากร" ซึ่งเป็นช่วงที่ประชากรของประเทศไทย เพิ่มขึ้นด้วยอันตราที่สูงมาก เกินกว่าร้อยละ 3 ต่อปี อัตราเพิ่มประชากรที่สูง เนื่องมาจากอัตราตายได้ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่อัตราเกิดยังคงสูงอยู่(1)

แสดงอัตราเพิ่มของประชากรลดลงตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ ฉบับที่ 3-7

ปัจจุบัน ภาวะเจริญพันธุ์ของประชากรได้ลดต่ำลง จนอยู่ใน "ระดับทดแทน" อัตราเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate - TFR) หรือจำนวนบุตรโดยเฉลี่ย ที่สตรคนหนึ่งมี ตลอดวัยเจริญพันธุ์ ที่เคยสูงถึง 6 เมื่อ 30-40 ปีก่อน ได้ลดลงเหลือเพียง 1.9 ในปี พ.ศ.2541 (กราฟ 1.2) แนวโน้มภาวะเจริญพันธุ์ของสตรีไทย คาดได้ว่าจะคงที่ อยู่ในระดับใกล้เคียงกับ "ภาวะเจริญพันธุ์ทดแทน" นี้ ต่อไปอีกนานในอนาคต อัตราเกิดของประชากรไทยจะอยู่ในราว 15-16 ต่อประชากร 1,000 คนต่อปี (กราฟ 1.3) โดยอาจจะลดต่ำกว่านี้อีกเล็กน้อย ซึ่งหมายถึง จะมีเด็กเกิดใหม่ประมาณ 9 แสน ถึง 1 ล้านคน ในแต่ละปีอย่างค่อนข้างคงที่(2)

อัตราเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate - TFR)

ที่มา :

ปี พ.ศ. TFR สำรวจโดย
2507-08 6.30 สำนักงานสถิติแห่งชาติ
2517-19 4.90 สำนักงานสถิติแห่งชาติ
2521-22 3.80 NIDA, สถาบันวิจัยประชากร และสังคม ม.มหิดล
2524 3.68 NIDA, สถาบันวิจัยประชากร และสังคม ม.มหิดล
2527 3.47 NIDA, สถาบันวิจัยประชากร และสังคม ม.มหิดล
2530 2.32 สถาบันวิจัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2534 2.17 สำนักงานสถิติแห่งชาติ
2534-36 1.95 สถาบันวิจัยประชากร และสังคม ม.มหิดล
2539 1.90 สถาบันวิจัยประชากร และสังคม ม.มหิดล
2540 1.95 สถาบันวิจัยประชากร และสังคม ม.มหิดล
2541 1.98 สถาบันวิจัยประชากร และสังคม ม.มหิดล

อัตรการเกิดมีชีพ และอัตรการตายต่อประชากร 1,000 คน ระหว่าง พ.ศ. 2526 - 2540

ในขณะที่การเกิดของประชากรไทย มีแนวโน้มคงที่ในอนาคตนั้น อัตราตายของประชากร กลับมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันอัตราตายอยู่ในราว 5-6 ต่อประชากร 1,000 คน(3) (กราฟ 1.3) ในอนาคตโครงสร้างอายุของประชากรที่มีผู้สูงอายุ เป็นสัดส่วนที่มากขึ้น จะทำให้อัตราตายเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า หรือเกินกว่า 10 ต่อประชากร 1,000 คน ในอีก 10 ปีข้างหน้า ต้องย้ำว่า การที่คาดว่าอัตราตายของไทยจะเพิ่มสูงขึ้นนั้น เนื่องมาจากโครงสร้างอายุของประชากรที่เปลี่ยนไปเป็นสำคัญ มิใช่การสาธารณสุขของประเทศจะแย่ลง หรืออายุคนไทยจะสั้นลงแต่ประการใด ความจริงกลับจะเป็นไปในทางตรงกันข้าม สุขภาพอนามัยของคนไทยดีขึ้นมาตลอด หากใช้ "อัตราตายของทารก" เป็นดัชนีวัด อัตราตายของทารกที่เคยสูงถึงเกือบ 100 ต่อการเกิดมีชีพ 1,000 ราย เมื่อ 40-50 ปีก่อน ได้ลดลงเหลือเพียง 25 ในปัจจุบัน (กราฟ 1.4) และมีแนวโน้มจะลดต่ำลงไปอีก อายุคาดเฉลี่ยของคนไทยเมื่อแรกเกิด (Life Expectancy at birth) ที่อายุไม่ถึง 50 ปี เมื่อ 40 ปีก่อน กลับสูงขึ้นถึงประมาณ 70 ปี ในปัจจุบัน โดยเฉพาะหญิงจะมีอายุคาดเฉลี่ยสูงกว่าชาย และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอีกในอนาคต (กราฟ 1.5)

อัตรทารกตายต่อการเกิดมีชีพ 1,000 คน ประเทศไทย

แสดงอายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดรวมและจำแนกตามเพศ พ.ศ. 2533 - 2558

จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี หากไม่นับรวมการย้ายถิ่นระหว่างประเทศแล้ว ก็จะเท่ากับจำนวนคนเกิดที่มากกว่าคนตาย ในแต่ละปี ในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยมีคนตายปีละ 3 แสนกว่าคน ในขณะที่มีคนเกิดปีละประมาณ 9 แสนกว่าคน ทำให้ประเทศไทยมีประชากรเพิ่มขึ้น ปีละประมาณ 6 แสนคน เมื่อมีประชากรสูงอายุเป็นสัดส่วนที่สูงขึ้น จำนวนคนตายแต่ละปี ก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น ทำให้คาดประมาณได้ว่า จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น (จำนวนเกิดมากกว่าตาย) ต่อปี มีแนวโน้มที่จะลดลง จนถึงระดับที่จำนวนตาย พอๆ กับจำนวนเกิด ซึ่งจะทำให้ประชากรคงที่ ไม่เพิ่มขึ้นอีกเลยในอีกประมาณ 30 ปีข้างหน้า เมื่อถึงเวลานั้น ประชากรของประเทศไทย น่าจะคงตัวอยู่ที่จำนวนไม่เกิน 75 ล้านคน

จากโครงสร้างประชากร และปริมาณที่เปลี่ยนแปลงไปในอดีต จนถึงปัจจุบัน (กราฟ 1.6) ย่อมสะท้อนถึงพัฒนาการของคุณภาพประชากรที่ผ่านมา ดังนั้น การวิเคราะห์สถานการณ์ด้านสุขภาพ ของประชากรแต่ละกลุ่มอายุในปัจจุบัน จะเป็นหนทางนไปสู่การส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพ ทรัพยากรมนุษย์ของไทย ตามที่มุ่งหวังไว้ในอนาคต ดังจะได้กล่าวในบทต่อไป

แสดงพีรามิดประชากรของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2503, 2533, และ 2563

 

กรอบที่ 1.1

โครงสร้างครอบครัวไทย

ปัจจุบัน โครงสร้างประชากรไทยได้เปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยคาดว่า ในปี พ.ศ.2563 มีถึงร้อยละ 15.9 และประชากรกลุ่มอายุ 0-14 ปี มีแนวโน้มลดลง จากร้อยละ 25.3 ในปัจจุบัน เป็นร้อยละ 19.1 ในปี พ.ศ.2563 และสำหรับประชากรในวัยทำงาน อายุ 15-59 ปี จะมีอัตราเพิ่มที่ช้าลง ซึ่งปัจจุบันมีร้อยละ 65.3 คาดว่าจะลดลงเหลือร้อยละ 64.9 ในปี พ.ศ.2563 (กราฟที่ 1.7) เมื่อเป็นเช่นนั้ อัตราพึ่งพาทางอายุ ก็จะเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน ซึ่งคาดว่า อัตราพึ่งพารวมจะลดลงต่ำสุดในปี พ.ศ.2535 (ร้อยละ 50.3) และจะเริ่มสูงขึ้นเล็กน้อยในปี พ.ศ.2563 (ร้อยละ 54.0) โดยอัตราพึ่งพาวัยเด็ก 0-14 ปี ลดลงอย่างต่อเนื่อง ในทิศทางตรงกันข้าม อัตราการพึ่งพาผู้สูงอายุจะสูงขึ้น อย่างต่อเนื่อง (กราฟ 1.8)

สัดส่วนร้อยละของประชากรกลุ่มอายุสำคัญ พ.ศ. 2503 - 2563

อัตราส่วนพี่งพาทางอายุ พ.ศ. 2503 - 2563

จากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ได้ส่งผลต่อโครงสร้างของครอบครัวไทย จะเห็นว่ามีแนวโน้มเปลี่ยนจากครอบครัวขยาย เป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ในแต่ละปีจะมีครอบครัวใหม่เพิ่มมากขึ้น ในปัจจุบันขนาดครอบครัวมีจำนวนเฉลี่ย 4.1 คน ต่อหนึ่งครอบครัว คาดว่าจะลดลงเหลือ 3.4 คน ต่อครอบครัว ในปี พ.ศ.2558 (กราฟ 1.9)

การคาดประมาณขนาดของครัวเรือนเฉลี่ยของประเทศไทย

ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้มุ่งสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมมากขึ้น ในปัจจุบันระบบเศรษฐกิจของประเทศ มีรายได้จากภาคอุตสาหกรรมสูงกว่าภาคเกษตรกรรม ทำให้วิถีชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไป แต่ละครอบครัวต้องรีบเร่ง แข่งขันทำมาหาเลี้ยงชีพ ความสัมพันธ์ในครอบครัวเริ่มอ่อนแอลง การดำเนินชีวิตคู่เปลี่ยนไป ทำให้อัตราการหย่าร้างสูงขึ้น จากร้อยละ 8.3 ในปี พ.ศ.2530 เป็นร้อยละ 20.8 ในปี พ.ศ.2541 (กราฟ 1.10)

จำนวนการจดทะเบียนสมรสและอัตรการอย่าร้างในประเทศไทย

นอกจากนี้ แบบแผนการเลี้ยงดูเด็กอ่อนก่อนวัยเรียน นอกระบบครอบครัวเพิ่มขึ้น จะพบว่า ประชากรอายุ 3-5 ปี เข้าเรียนในระดับประถมศึกษา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 39.30 ในปี พ.ศ.2535 เป็นร้อยละ 79.55 ในปี พ.ศ.2541 เนื่องจากพ่อแม่ไม่มีเวลาดูแลลูก จึงต้องเข้าสู่ระบบการศึกษา ให้ครูเป็นผู้ดูแลแทน ในช่วงที่พ่อแม่ไปทำงาน

ประชากรอายุ 3-5 ปี เข้าเรียนในระดับประถมศึกษา พ.ศ. 2535 - 2541
 
 
ระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์กลาง
เพื่อการสื่อสารในภาครัฐ Log In
  • สมัครขอใช้งานอีเมล์
  • วิธีแก้ปัญหาการใช้ mailgothai
  • การส่งเอกสารเพื่อเปิดใช้อีเมล์
  • มีปัญหาติดต่อสอบถามได้ที่
    โทร 0-2590-4290
    ระบบฐานข้อมูลกลาง Login
    สอบถามข้อมูลได้ที่
    โทร 0-2590-4293
     
    สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
    สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ
    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
    เว็บไซต์ สำนักที่ปรึกษา กรมอนามัย รูปแบบใหม่ เป็นอย่างไรในความคิดคุณ