ค้นหาจากในเว็บ
ค้นหาจาก Google

นิคม ไวยรัชพานิช
ผู้อำนวยการเขตสาธร

ยุทธศาสตร์เมืองน่าอยู่ กับการพัฒนา
ป่าช้าวัดดอน


 

ป่าช้าวัดดอน มีตำนานกล่าวขวัญถึง ความน่ากลัวมาช้านาน เด็กคนไทยขี้อ้อน ร้องไห้โยเย ผู้ปกครองเพียงขู่ถึงผีป่าช้าวัดดอน เด็กก็จะหยุดร้องไห้ทันที หรือถ้าจะเล่าเรื่องผี ก็ต้องกล่าวอ้างถึงป่าช้าวัดดอน มีผู้ใหญ่เคยเล่าให้ฟังถึง ความน่ากลัวของป่าช้าวัดดอน ว่าในสมัยก่อน จะว่าจ้างแท๊กซี่ ให้มาส่งบริเวณใกล้กับป่าช้าวัดดอน แท๊กซี่จะส่ายหัวไม่ยอมมาส่ง เป็นต้น
แต่ปัจจุบันนี้ เมื่อเอ่นถึงป่าช้าวัดดอน ทุกคนจะนึกถึงสวนสุขภาพ สำหรับการออกกำลังกาย และพักผ่อนหย่อนใจของประชาชน ต่างลืมภาพของความน่ากลัวในอดีตไปหมดสิ้น หลายคนที่ได้เคยไปสัมผัสกับบรรยากาศ ของสวนสุขภาพ ที่ป่าช้าวัดดอน ต่างจะมีความรู้ที่ตรงกันว่า เป็นสถานที่ออกกำลังกาย ที่มีความร่มรื่น อากาศบริสุทธิ์ ปราศจากมลภาวะจากอากาศที่มีสาร คาร์บอนมอนนอกไซด์ จากรถยนต์เจือปน สูดหายใจได้อย่างเต็มปอด และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้บรรยากาศที่สงบ ลดความฟุ้งซ่าน และกิเลสของตนเอง ได้เป็นอย่างดี ผู้คนที่มาออกกำลังกาย วิ่งบ้าง เดินบ้าง ต่างได้เห็นภาพบั้นปลายของชีวิตมนุษย์ คือ ความตายที่นอนอยู่ใต้หลุมศพ หากมนุษย์ทุกคนได้เข้าใจถึงธรรมชาติ ของชีวิตแล้ว ความโลภ โกรธ หลงของมนุษย์ ก็จะลดละเบาบางลงไป สังคมของมนุษย์ ก็จะอยู่อย่างสงบวุข มีความเอื้ออาทร และไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน กลับกลายเป็นป่าช้า ที่เอื้อประโยชน์ให้กับมนุษย์ จึงเป็นยุทธศาสตร์อย่างหนึ่งของการทำ "เมืองน่าอยู่" (HEALTHY CITY)
เมืองน่าอยู่ (HEALTHY CITY) จึงเป็นความคาดหวังของมนุษย์ ที่ต้องการจะเห็นสภาพสิ่งแวดล้อมรอบตัว รอบบ้าน มีสภาพที่ดูแล้วสบายตา มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ร่มรื่นสวยงาม สังคมที่ตนเองอยู่ มีความปลอดภัย ทั้งชีวิต และทรัพย์สิน ทุกคนอยู่อย่างมีความสุข มีสุขภาพ และพลานามัยสมบูรณ์ ไม่ว่าจะมองไปทางใด ทุกอย่างดูน่าอยู่ไปหมด บ้านก็น่าอยู่ สองข้างทางที่ผ่านไปก็ดูสวยงามน่ามองน่าอยู่ สังคมเพื่อนบ้านก็น่าอยู่ จะไปติดต่อราชการก็ได้รับการต้อนรับ อย่างอบอุ่นจากเจ้าหน้าที่ ทำให้น่าอยู่ ก็จะส่งผลให้เป็นชุมชนที่น่าอยู่ ทุกชุมชนที่ประกอบกันเข้าเป็นเมือง ก็จะเป็นเมืองน่าอยู่ และเมื่อทุกเมืองเป็นเมืองที่น่าอยู่ ก็จะส่งปลให้เป็นประเทศที่น่าอยู่
การพัฒนาป่าช้าวัดดอน ให้เป็นป่าช้าน่าอยู่ จึงเป็นยุทธศาสตร์หนึ่ง ในหลายๆ ยุทธศาสตร์ ของสำนักงานเขตสาธร ที่มุ่งจะสร้างสาธร ให้เป็นเมืองน่าอยู่ ป่าช้าวัดดอน เป็นสุสานขนาดใหญ่ มีพื้นที่มากกว่า 150 ไร่ ตั้งอยู่บริเวณซอยเจริญกรุง 57 เชื่อมต่อจนถึงเซ็นต์หลุยส์ ซอย 3 อยู่ในพื้นที่แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาธร สุสานแห่งนี้ อยู่ในความดูแลของ 3 องค์กร คือ สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย มูลนิธิปอเต็กตึ้ง และสมาคมไหหลำด่านเกเต้ มีศพฝังอยู่ที่บริเวณนี้ มากว่าหมื่นศพ สภาพโดยทั่วไป โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ในความดูแล ของสมาคมแต้จิ๋วฯ ที่มีมากกว่า 2 องค์กร มีศพที่ฝังในลักษณะของฮวงซุ้ย จำนวน 7,961 ศพ ศพที่บรรจุเฉพาะอัฐิอีก 1,800 กว่าศพ และศพที่ไม่มีญาติ บรรจุรวมกันไว้ อีกมากกว่าหมื่นศพ ในส่วนนี้มีพื้นที่ประมาณ 87 ไร่ ตั้งอยู่ด้านหลังของสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย มีรั่วรอบขอบชิด ประชาชนจะเข้าไปในสุสาน ก็เฉพาะในฤดูกาลเช็งเม้งเท่านั้น ทำให้บรรยากาศโดยทั่วไปเงียบสงบ หญ้สขึ้นรก ดูแล้ววังเวงน่ากลัว
สุสานในส่วนของสมาคมแต้จิ๋วฯ ที่อยู่บริเวณด้านนอกรั้ว ตั้งอยู่บริเวณสองข้างทาง ของซอยเจริญกรุง 57 สภาพของฮวงซุ้ยส่วนใหญ่จะชำรุดทรุดโทรม ขาดการดูแลเอาใจใส่ ของทายาท หรือญาติของผู้ล่วงลับไปแล้ว จึงทำให้มีหญ้าขึ้นรกปกคลุมศพ สภาพพื้นที่เป็นแอ่ง มีน้ำท่วมขังตลอดปี ศพส่วนใหญ่จึงนอนแช่น้ำ ประชาชนมักเอาขยะ เศษหิน เศษปูน มาทิ้งทับถม ดูแล้วสกปรก วังเวงน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง ยามค่ำคืนไม่ค่อยมีคนเดินผ่าน เพราะความวังเวงน่ากลัว จึงเหมาะที่พวกมิจฉาชีพ จะใช้เป็นสถานที่ก่ออาชญากรรม แต่ต่อมาพื้นที่บางส่วนถูกเวนคืน ไปสร้างเป็นทางด่วนข้นที่สอง ส่วนบี จึงได้มีการล้างป่าช้าในครั้งหนึ่ง สำหรับในส่วนของมูลนิธิปอเต็กตึ้ง พื้นที่ประมาณ 30 ไร่ ถูกเช่าเป็นที่ฝังศพไม่มีญาติ ศพที่ตายอุบัติเหตุ หรือโรคร้ายแรงต่างๆ จะถูกนำมาฝังไว้บริเวณนี้ สถานที่แห่งนี้สามารถฝังศพ ได้ประมาณ 4,000 ศพ จะถูกหมุนเวียนล้างป่าช้า แล้วนำศพใหม่มาฝังตลอดเวลา ทำให้ดูแล่วน่ากลัว มากกว่าบริเวณอื่นใด
เมื่อการตัดถนนสายเหนือ-ใต้ ใต้ทางด่วนขั้นที่ 1 ส่วนบี และระบบทางด่วยในบริเวณนี้ จะเป็นทางขึ้นลง เชื่อต่อกับถนนสาธร ถนนจันทน์ ความเจริญย่อมมีผลกระทบต่อชุมชน ในบริเวณนี้ สภาพของป่าช้าบริเวณโดยรอบ จึงต้องได้รับการพัฒนาปรับปรุง ให้ดูแล้วมีความเรียบร้อยกว่าแต่ก่อน โครงการ "สวนสวยในป่าช้า" จึงได้รับความร่วมมือจากประชาชน และองค์กรต่างๆ ที่จะช่วยกันเปลี่ยนแปลงป่าช้า ที่น่ากลัว ให้เป็นสวนป่าที่ดูแล้วร่มรื่น สวยงาม ยุทธศาสตร์ของการสร้างป่าช้า ให้น่าอยู่ จึงได้เริ่มขึ้น ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2539 เป็นต้นมา และได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นสวนสุขภาพ สำหรับประชาชน ได้ออกกำลังกายในที่สุด ซึ่งกระบวนการพัฒนา ตั้งแต่ต้นจนถึงการสร้างเป็นสวนสุขภาพ เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของประชาชน และองค์กรต่างๆ ช่วยกันพัฒนาพื้นที่ผ่าช้าที่น่ากลัว จนประชาชนสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ ร่วมกับผู้ที่เสียชีวิต จึงเป็นสิ่งที่น่าจะมองย้อนกลับไปดูว่า อะไรเป็นสาเหตุแห่งความสำเร็จ อะไรเป็นแรงจูงใจให้เขาเหล่านั้น หันมาร่วมมือกับทางราชการ ช่วยกันแก้ปัญหา และพัฒนาป่าช้าที่รกร้างว่างเปล่า ให้เป็นสวนป่า และสวนสุขภาพได้
การพัฒนาป่าช่าที่น่ากลัว ให้เป็นป่าช้าที่น่าอยู่ สวยงาม ทำเป็นสวนป่า ตามโครงการสวนสวยในป่าช้า จนเป็นสวนสุขภาพในปัจจุบันนี้ มีเงื่อนไขหลักอยู่ 3 ประการ กล่าวคือ

1. วิสัยทัศน์ของผู้นำ

วิสัยทัศน์ของผู้นำ ดูจะเป็นสาระสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การพัฒนาท้องถิ่น จะไม่ประสพความสำเร็จ หากผู้นำในท้องถิ่นนั้นขาดวิสัยทัศน์ กล่าวคือ ผู้นำจะต้องมองปัญหาได้อย่างแตกฉาน ทะลุปรุโปร่ง มีแนวความคิดว่า สภาพปัญหาอย่างนี้ จะต้องได้รับการแก้ไข และพัฒนาไปอย่างไร และต้องมองไปภายภาคหน้าด้วยว่า มีเงื่อนไข หรือปัจจัยอะไร ที่บังเกิดขึ้นในภายภาคหน้า การแก้ปัญหา และการพัฒนาจึงจะสอดคล้องกับอนาคต ได้อย่างต่อเนื่อง นั่นก็คือ ผู้นำจะต้องเป็นผู้ที่สามารถพยากรณ์ หรือมองไปข้างหน้าได้อย่างมีเหตุมีผล การพัฒนาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จึงจะเกิดผล และสอดคล้องกับชีวิตความเป็นอยู่ ของประชาชนในภายภาคหน้าได้ หากผู้นำขาดเสีย ซึ่งวิสัยทัศน์แล้ว การพัฒนา หรือแก้ไขปัญหานั้นๆ ก็จะเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้หมดไป เป็นคราวๆ การพัฒนาจะไม่เป็นกระบวนการ อย่างต่อเนื่อง และจะไม่บังเกิดผลในอนาคต การพัฒนาเช่นนี้ก็จะเป็นการสูญเปล่า ไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนเป็นส่วนรวม
ศ.นพ.ไชยยันตร์ กัมปนาทแสนยากร อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ ในการแก้ไขปัญหา และเข้าใจปัญหาของกรุงเทพมหานครเป็นอย่างดี มีความรอบรู้ และรู้สึกซึ้ง ถึงการที่จะพัฒนาสุขภาพของประชาชน ให้มีสุขภาพดีถ้วนหน้า ในปี พ.ศ.2543 โดยอาศัยรูปแบบ และกระบวนการของเมืองน่าอยู่ (HEALTHY CITIES) มาปรับใช้กับการพัฒนาของกรุงเทพมหานคร ให้ทราบว่า การแก้ปัญหาและพัฒนากรุงเทพมหานคร ให้เป็นเมืองน่าอยู่ ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทุกฝ่าย โดยเฉพาะทั้งภาครัฐและเอกชน จะต้องร่วมมือกันพัฒนา งานจึงจะสำเร็จอย่างยั่งยืนได้ นั่นก็คือ ปัญหาท้องถิ่นใด ประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น จะต้องร่วมด้วย ช่วยกันแก้ไขปัญหาไปพร้อมกับ องค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชน การพัฒนาจึงจะสำร็จได้อย่างรวดเร็ว

2. การสร้างกลุ่ม เพื่อสนับสนุนการะบวนการพัฒนา

การมองถึงการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ ความเจริญเติบโต ศูนย์กลางของเศรษฐกิจ มาสู่พื้นที่เขตสาธร มีการพัฒนาด้านกายภาพ ด้วยการปรับปรุงเครือข่ายการจราจร ด้วยการสร้างระบบทางด้วนขั้นที่สอง ส่วนบี การพัฒนาถนนใต้ทางด่วน เชื่อมต่อถนนสาธรใต้ จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ ปรับปรุงพัฒนาป่าช้าวัดดอน ให้เป็นป่าช้าที่มีความร่มรื่น สวยงาม ซึ่งการจะพัฒนาเช่นนี้ ไม่ใช่ของง่าย ที่ใครก็สามารถจะทำได้ เนื่องจากจากเปลี่ยนแปลงสภาพป่าช้า ของคนจีนเป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจากความเชื่อของบรรพบุรุษคนจีนนั้น มีความเชื่อว่า การปลูกต้นไม้ใกล้ฮวงซุ้ย จะทำให้ฮวงซุ้ยพังเสียหาย เนื่องจากรากชอนไชได้ในอนาคตประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งต้นไม้ที่จะปลูกนั้น จะไปบดบังด้านหน้าของฮวงซุ้ย ทำให้มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต ของลูกหลานได้ การเปลี่ยนแปลง หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนจีน จึงเป็นเรื่องที่ยาก และต้องใช้วิธีการทำความเข้าใจอย่างจริงจัง
การสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน กลุ่มต่างๆ จึงจำเป็นต้องเร่งกระทำ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจ และหันมาให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง ดังได้กล่าวแล้วว่า ป่าช้าวัดดอน อยู่ในความดูแลของสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย เป็นส่วนใหญ่ และบริเวณสุสานแห่งนี้ เป็นสถานที่ตั้งของสมาคมแต้จิ๋วฯ มีผู้จัดการคือ คุณประพันธ์ สันธยาติ เป็นผู้ดูแล การทำความเข้าใจกับ คุณประพันธ์ จึงเป็นความจำเป็นประการแรก และก็โชคดีที่คุณประพันธ์ ผู้จัดการสมาคม เป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มองถึงประโยชน์ในอนาคต จึงเป็นกำลังสำคัญ ที่จะช่วยเขตสาธร พัฒนาป่าช้าวัดดอนให้เป็นสวนป่า และสวนสุขภาพได้อย่างรวดเร็ว และคุณประพันธ์ผู้นี้ ได้กลายมาเป็นกำลังสำคัญ ในการพัฒนาด้านอื่นๆ ของเขตสาธรอีกด้วย
นอกจากผู้ที่ดูแลรับผิดชอบสุสาน จะต้องเข้าใจ และให้ความร่วมมือแล้ว ประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่อยู่โดยรอบบริเวณสุสานวัดดอน เช่น กลุ่มชมรมนักวิ่งสมาคมแต่จิ๋วแห่งประเทศไทย ภายใต้การนำของประธานชมรม คือ คุณทวีสิทธิ์ ทีรฆวงศ์ กลุ่มชมรมมุสลิมพัฒนา กลุ่มชมรมนำมวยจีนต่างๆ ต่างก็เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนา บริเวณสุสานแห่งนี้
การกระตุ้นให้กลุ่มต่างๆ หันมาให้ความช่วยเหลือ และสนับสนุนโครงการ จึงเป็นวิธีการที่จะต้องทำ ในทุกเรื่องที่จะพัฒนา หากขาดซึ่งความร่วมมือ ของกลุ่มมวลชนต่างๆ แล้ว การพัฒนาย่อมจะไม่บังเกิดผลอย่างแน่นอน ฉะนั้น ผู้นำของท้องถิ่นของกลุ่มต่างๆ ทางผู้ที่จะทำโครงการเมืองน่าอยู่ จำเป็นจะต้องประสานงาน เพื่อให้มีการรวมตัวกัน ทำกิจกรรม ที่ทางราชการประสงค์จะให้บังเกิดขึ้น ผู้บริหารที่รับผิดชอบต้องเป็นนักประสานงาน ที่มีคุณภาพ และมีศักยภาพ

3. ผู้บริหารต้องเข้าใจ และให้การสนับสนุน

เงื่อนไขของความสำเร็จในการทำเมืองน่าอยู่ ที่แท้จริงอีกประการหนึ่ง ก็คือ ผู้บริหารขององค์กรนั้นๆ จะต้องเข้าใจ และให้การสนับสนุนการทำเมืองน่าอยู่ โดยจะต้องกำหนดเป็นนโยบาย ในการพัฒนาให้มีเป้าหมาย สุดท้ายคือ การทำให้ท้องถิ่นนั้นๆ เป็นเมืองน่าอยู่ ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร คือ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะต้องเข้าใจกระบวนการ ของเมืองน่าอยู่ และจะต้องประกาศเป็นนโยบาย เพื่อให้ทุกหน่วยงาน นำไปกำหนดเป็นโครงการ แผนงาน เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนากรุงเทพมหานคร ให้เป็นมหานครที่น่าอยู่ ในระดับเขต จะต้องวางแผนที่จะพัฒนาให้เขตนั้นๆ เป็นเขตน่าอยู่ การกำหนดนโยบายเมืองน่าอยู่ จึงเป็นยุทธศาสตร์ของผู้บริหาร จะต้องเข้าใจ และให้การสนับสนุน การพัฒนาจึงจะประสพความสำเร็จ เงื่อนไขความสำเร็จในการพัฒนาป่าช้าวัดดอน ให้เป็นป่าช้าน่าอยู่ ตามโครงการเมืองน่าอยู่ 3 ประการ ดังได้กล่าวมาแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่จะช่วยสนับสนุนให้การพัฒนาเมืองน่าอยู่ ประสพความสำเร็จ เช่น
  1. ผู้รับผิดชอบโครงการ จะต้องมีลักษณะของความเป็นผู้นำ ค่อนข้างสูง และจะต้องเป็นนักประสานงาน ที่มีประสิทธิภาพ
  2. ต้องเป็นผู้ที่ประชาชนให้ความเชื่อถือ และศรัทธา
  3. ต้องเป็นผู้ที่เสียสละ อุทิศตนให้กับการพัฒนาท้องถิ่นอย่างจริงจัง
ปัจจัยดังกล่าวข้างต้น ถือว่า เป็นคุณสมบัติเบื้องต้น ของผู้บริหาร ที่จะต้องพึงมี จึงจะทำให้การพัฒนาตามโครงการเมืองน่าอยู่ ประสพความสำเร็จได้ ในกรณีของการพัฒนาป่าช้าวัดดอน ให้เป็นสวนป่า ตามโครงการสวนสวยในป่าช้า จนกระทั่งมาเป็นสวนสุขภาพ ให้ประชาชนได้ใช้เป็นสถานที่พักผ่อน และออกกำลังกาย จึงเป็นตัวอย่างที่มองเห็นได้ชัด ถึงการประสานความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐ คือ สำนักงานเขตสาธร องค์กรภาคเอกชน คือ สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย และกลุ่มประชาชนโดยทั่วไป เช่น ชมรมนักวิ่งสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย จึงทำให้ประสพความสำเร็จอย่างรวดเร็ว และเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืน ตรงตามหลักการทำเมืองน่าอยู่อย่างแท้จริง
รู้จักกรม : ประวัติความเป็นมา | วิสัยทัศน์ พันธกิจ | ผู้บริหารกรมอนามัย | CIO กรมอนามัย | โครงสร้างหน่วยงาน | หน่วยงานในสังกัด | ภารกิจ / หน้าที่รับผิดชอบ
 
บริการประชาชน : แจ้งเรื่องร้องเรียน | ความรู้สุขภาพ | อนามัยมีเดีย | กระดานถาม-ตอบ | บริการอื่นๆ (E-Services)
 
สำหรับเจ้าหน้าที่ : ระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ | ระบบงานบุคคลากร | ระบบยืนยันตัวบุคคลกลาง | ระบบบริหารงานภายใน | ระบบศูนย์ติดตามผลการปฏิบัติงาน
 
ระบบฐานข้อมูลกลาง | ระบบศูนย์ความรู้กรมอนามัย | ระบบการประชุมกรมอนามัย
 
ติดต่อกรม : 88/22 ม.4 ต.ตลาดขวัญ ถ.ติวานนท์ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทร 0-2590-4000
 
Copyright 2016 Department of Health : Ministry of Public Health
นโยบายเว็บไซต์ | นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล | นโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเว็บไซต์

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข