โรงพยาบาลวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
รูปแบบโครงการส่งเสริมสุขภาพ และพัฒนาโรงพยาบาลวังน้อย เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ แบบมีส่วนร่วมของเจ้าหน้าที่ 5 องค์ประกอบ คือ
- พัฒนาพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพเจ้าหน้าที่ โดยแก้ไขปัญหาพฤติกรรมสุขภาพเจ้าหน้าที่
- พัฒนาแนวคิดการส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่ และแนวคิดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ
- กำหนดกรอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ของโรงพยาบาลวังน้อย
- กำหนดแผนงาน และกิจกรรม / โครงการพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ
- ทุกคนมีส่วนร่วม ตามขั้นตอน 5 ขั้น : การกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ กรอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพวังน้อย และการร่วมกันพัฒนาโรงพยาบาล สู่การเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ
วิสัยทัศน์ "เป็นโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐาน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ"
ประสบการณ์ การพัฒนางานโรงพยาบาลวังน้อย เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ
นพ.รณชัย ตั้งมั่นอนันตกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวังน้อย
การเรียนรู้เรื่อง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ
สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, กค.45
โรงพยาบาลวังน้อยได้เริ่มพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ มาตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ.2541 และมีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ ในโรงพยาบาลมาก่อนหน้านี้ เป็นต้นว่า โครงการยิ้มสวัสดี เราแบ่งปันให้คุณ เราช่วยเหลือคุณ บุคลากรดีเด่น มีบริการข้าวกล้อง แก่เจ้าหน้าที่ และผู้ป่วย เป็นต้น หลังจากศึกษาแนวคิดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ จึงได้พัฒนาโรงพยาบาล แนวคิดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีกรอบการพัฒนาอย่างชัดเจน ภายใต้ "รูปแบบโครงการส่งเสริมสุขภาพ และพัฒนาโรงพยาบาลวังน้อย เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ แบบมีส่วนร่วมของเจ้าหน้าที่" 5 องค์ประกอบ คือ
- พัฒนาพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพเจ้าหน้าที่ โดยแก้ไขปัญหาพฤติกรรมสุขภาพเจ้าหน้าที่
- พัฒนาแนวคิดการส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่ และแนวคิดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ
- กำหนดกรอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ของโรงพยาบาลวังน้อย
- กำหนดแผนงาน และดำเนินกิจกรรม / โครงการ พัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ของโรงพยาบาลวังน้อย
- เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วม โดยมีขั้นตอนการมีส่วนร่วม 5 ขั้นตอน
เจ้าหน้าที่ร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และนโยบายโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ กำหนดกรอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพโรงพยาบาลวังน้อย และได้ร่วมกันพัฒนาโรงพยาบาลวังน้อย เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ มาจนถึงปัจจุบัน
ความเป็นมา และการเริ่มต้น
จุดเริ่มต้นในการพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ของโรงพยาบาลวังน้อย เกิดจากความพยายามในการพัฒนาองค์กร ให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามหาแนวทาง รูปแบบ องค์ความรู้ต่างๆ ในการพัฒนาองค์กรมาโดยตลอด จนกระทั่งได้พัฒนาองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มทำ OD (Organization Development) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2540 และได้พัฒนามาตรฐานโรงพยาบาลคุณภาพ HA (Hospital Accreditation) ในเดือนธันวาคม 2540 ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2541 ทางสถาบันวิจัย และพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข ได้จัดประชุม เรื่อง การส่งเสริมสุขภาพ บทบาทใหม่แห่งยุค สำหรับทุกคน ที่โรงแรมปริ๊นส์พาเลซ จึงได้ศึกษาแนวคิด การส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่ และแนวคิดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ และประกอบกับข้อมูลปัญหาทางสาธารณสุข ของประเทศไทย ที่พบว่า ระบบบริการของสถานบริการสาธารณสุข ส่วนใหญ่ยังเน้นรักษา ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นทุกปี และปัญหาที่แท้จริงของภาวะสุขภาพ เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ถูกต้อง ปัญหาทางสังคม ตลอดจนมลพิษต่างๆ จึงได้แนวคิดว่า โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพน่าจะเป็นรูปแบบการพัฒนา ที่อาจเป็นทางออกในการพัฒนา โรงพยาบาล เพื่อแก้ไขปัญหาสาธารณสุขของประเทศ เพื่อบรรลุเป้าหมาย ให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีได้
กระบวนการดำเนินงาน
- เริ่มจากการศึกษาแนวคิด การส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่ และแนวคิดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ
- ศึกษาวรรณกรรม แนวคิด ทฤษฎี ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
- กฎบัตรออตตาวา
- คำประกาศจาการ์ตา
- ทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์ ได้แก่
- PRECEDE-{ROCEED Model
- PENDER'S HEALTH PROMOTION Model
- ทฤษฎีการมีส่วนร่วม
- ทำการศึกษานำร่อง (Pilot Study) เมื่อ 16-17 กรกฎาคม 2541 พบว่า เจ้าหน้าที่มีปัญหาด้านพฤติกรรมสุขภาพ 4 ด้าน คือ
- ด้านออกกำลังกาย
- ด้านโภชนาการ
- ด้านความเครียด
- ด้านโรคและอุบัติเหตุจากการทำงาน
- ปรับองค์กรผู้รับผิดชอบงานพัฒนา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ดังนี้
- คณะกรรมการบริหาร
- คณะกรรมการจุดบริการ
- คณะกรรมการกลุ่มพฤติกรรมสุขภาพ 4 กลุ่ม ได้แก่
- กลุ่มออกกำลังกาย
- กลุ่มโภชนาการ
- กลุ่มคลายเครียด
- กลุ่มสถานที่ทำงานเพื่อสุขภาพ (Healthy Workplace)
- ศูนย์สร้างเสริมสุขภาพ
- ศูนย์ข้อมูลข่าวสารสร้างเสริมสุขภาพ
- งานแผนงาน วิจัย และพัฒนา
- เตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ โดยจัดประชุมอบรมแนวคิด การส่งเสริมสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพ แนวคิดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพเป็นระยะๆ
- กำหนดกรอบแนวคิดในการพัฒนา โรงพยาบาลวังน้อย เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (Conceptual Framework) ดังนี้
- ใช้กระบวนการการมีส่วนร่วม 5 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 การค้นหา วิเคราะห์และลำดับความสำคัญของปัญหา
ร่วมกันวิเคราะห์องค์กรในเบื้องต้น (Situation analysis) ว่า ขณะนี้เราอยู่จัดไหนของโรงพยบาลส่งเสริมสุขภาพ ด้วยข้อคำถาม 4 ข้อ
- มีกิจกรรม / โครงการใดที่เข้ากับการส่งเสริมสุขภาพ หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพที่เกิดขึ้นแล้ว ให้ดำเนินการต่อ และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น
- มีกิจกรรม / โครงการใดที่เข้ากับการส่งเสริมสุขภาพ หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพที่ยังไม่เกิดขึ้น ให้ทำเป็นกิจกรรม / โครงการใหม่
- มีกิจกรรม / โครงการใดที่ไม่เข้ากับการส่งเสริมสุขภาพ หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพที่เกิดขึ้นแล้ว ให้ยกเลิก
- มีกิจกรรม / โครงการใดที่ไม่เข้ากับการส่งเสริมสุขภาพ หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพที่ยังไม่เกิดขึ้น ให้มีสติระมัดระวังอย่าให้เกิดขึ้น
ร่วมกันวิเคราะห์องค์กร ตามทฤษฎี PRECEDE-PROCEDE Model และ PENDER'S HEALTH PROMOTION Model ว่า มีอะไรที่เป็นปัจจัยให้เกิดพฤติกรรมสุขภาพที่ดี เพื่อให้เข้าในพฤติกรรมสุขภาพของคน และเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ถูกต้อง
ร่วมกันวิเคราะห์องค์กร ตามกฎบัตรออตตาวา คำประกาศจาการ์ตา ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นแล้วตามกิจกรรม ตามกฎบัตรออตตาวา คำประกาศจาการ์ตา ให้ดำเนินการต่อ และพัฒนาให้ดีขึ้น มีสิ่งใดที่ยังไม่มีตามกฎบัตรออตตาวา คำประกาศจาการ์ตา ให้ดำเนินการเป็นกิจกรรม / โครงการเพิ่มเติม
เจ้าหน้าที่ร่วมกันกำหนดปัญหาเป็น 2 ส่วน คือ
- ปัญหาพฤติกรรมสุขภาพ ของเจ้าหน้าที่ 4 ด้าน
- ปัญหาการพัฒนาโรงพยาบาลวังน้อย เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ
ขั้นตอนที่ 2 การวางแผนกำหนดมาตรการ / กิจกรรมการแก้ไขปัญหา
ดำเนินการประชุมเจ้าหน้าที่ทั้งหมด และประชุมกลุ่มย่อย เพื่อวางแผน กำหนดกิจกรรมในการแก้ไขปัญหาดำเนินการดังนี้
- กำหนดพฤติกรรมที่ต้องการแก้ไขปัญหาเป็น 4 กลุ่ม คือ
- กลุ่มออกกำลังกาย
- กลุ่มโภชนาการ
- กลุ่มคลายเครียด
- กลุ่มป้องกันโรคและอุบัติเหตุจากการทำงาน
- กำหนดกรอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ของโรงพยาบาลวังน้อย
ดำเนินการประชุมปรึกษาเจ้าหน้าที่ทั้งหมด เพื่อกำหนดกรอบ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ของโรงพยาบาลวังน้อย ที่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลวังน้อยทุกคน ต้องการร่วมกันพัฒนา ดังนี้กรอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพของโรงพยาบาลวังน้อย
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ทุกคนมีส่วนร่วม พัฒนาโครงสร้างขององค์กร ที่เอื้ออำนวยต่อการส่งเสริมสุขภาพ พัฒนาให้ทุกคนมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ จนเกิดจิตวิญญาณของการส่งเสริมสุขภาพ
- เจ้าหน้าที่
- ผู้รับบริการ
- ประชากรในชุมชน
พัฒนาสิ่งแวดล้อมให้เอื้อ ต่อการส่งเสริมสุขภาพ
- ทางกายภาพ
- ทางสังคม
พัฒนาระบบบริการให้สอดคล้อง กับการส่งเสริมสุขภาพ เชื่อมโยงการพัฒนา ไปสู่ชุมชน-สังคม (ภาคเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ) เกิดภาพลักษณ์โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ
ที่มีวัฒนธรรมองค์กร (พฤติกรรมองค์กร) ในการส่งเสริมสุขภาพ- วางแผนการดำเนินงานกิจกรรม / โครงการ ในการแก้ไขปัญหา
- ปัญหาพฤติกรรมสุขภาพของเจ้าหน้าที่ กำหนดกิจกรรม โดยประยุกต์กรอบทฤษฎี PRECEDE-PROCEED Model และรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพของแพนเดอร์ ตามปัญหาที่ได้จากการวิเคราะห์ในขั้นตอนที่ 1 ดำเนินการภายใต้ชื่อโครงการ "คุณภาพชีวิตที่ดี เริ่มที่ตัวเรา" มีโครงการย่อย ดังนี้
- กลุ่มออกกำลังกาย โครงการ "ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ"
- กลุ่มโภชนาการ โครงการ "อาหารเพื่อสุขภาพ"
- กลุ่มคลายเครียด โครงการ "คลายทุกข์ สร้างสุข"
- กลุ่มป้องกันโรค และอุบัติเหตุจากการทำงาน โครงการ "สถานที่ทำงานเพื่อสุขภาพ"
- ปัญหาการพัฒนาโรงพยาบาลวังน้อย เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ประยุกต์ตามกรอบกิจกรรม กฎบัตรออตตาวา และคำประกาศจาการ์ตา ตามปัญหาที่ได้จากการวิเคราะห?ในขั้นตอนที่ 1 ประกอบด้วยกิจกรรมการพัฒนาในส่วนต่างๆ 3 ส่วน คือ
- ส่วนของภาพรวมของโรงพยาบาล
- ส่วนของกลุ่มกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่ม
- ส่วนของจุดบริการต่างๆ ในโรงพยาบาล
เจ้าหน้าที่ร่วมกันกำหนด พันธกิจ วิสัยทัศน์ และนโยบายโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ดังนี้คือ
พันธกิจ "พัฒนาระบบสุขภาพที่ดีแก่ปัจเจกบุคคล ครอบครัว และชุมชน"
วิสัยทัศน์ "เป็นโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐาน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ"
นโยบาย กำหนดนโยบาย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ 8 ข้อ คือนโยบายพัฒนาโรงพยาบาลวังน้อย เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ
- นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ
นโยบายโดยภาพรวม
พัฒนาโรงพยาบาลวังน้อย เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ โดยใช้แนวทางตามกฎบัตรออตตาวา และคำประกาศจาการ์ตา โดยมีเป้าหมายที่
- เจ้าหน้าที่
- ผู้ป่วย
- ชุมชน
- นโยบายสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ
พัฒนาสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ ในมิติต่างๆ ดังนี้
- ระหว่างตัวบุคคล
- ด้านสังคม
- สิ่งแวดล้อมทั่วไป อาคาร สถานที่
- นโยบายเสริมสร้างกิจกรรมชุมชนให้เข้มแข็ง เสริมสร้างกิจกรรมชุมชน ทั้งภายใน และภายนอกโรงพยาบาล ให้เข้มแข็ง ในมิติต่างๆ ของการส่งเสริมสุขภาพ
- นโยบายเสริมสร้างทักษะส่วนบุคคล สนับสนุนส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ เพื่อเพิ่มทักษะส่วนบุคคล ในการปรับเปลี่ยนให้เกิดพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ
- นโยบายในด้านการปรับเปลี่ยนบริการสาธารณสุข พัฒนาปรับเปลี่ยนระบบบริการ โดยมีการเพิ่มมิติของการส่งเสริมสุขภาพ เข้าไปในทุกกิจกรรมบริการของโรงพยาบาล
- นโยบายด้านการส่งเสริมคววามรับผิดชอบทางสังคมต่อสุขภาพ ปลูกฝังและส่งเสริมให้ทุกคนเกิดจิตสำนึก ในการรับผิดชอบต่อสังคม
- นโยบายเพื่อการลงทุนเพื่อสุขภาพ เพิ่มหรือปรับเปลี่ยนทิศทางการลงทุน เพื่อสุขภาพ โดยเน้นการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค
- นโยบายผนึก และขยายภาคีเพื่อสุขภาพ ร่วมมือกับกลุ่ม หรือองค์การต่างๆ ทุกระดับ ทั้งภายใน และภายนอกโรงพยาบาล เพื่อการส่งเสริมสุขภาพ
(นายแพทย์รณชัย ตั้งมั่นอนันตกุล)
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวังน้อย
19 ตุลาคม 2541ขั้นตอนที่ 3 การดำเนินกิจกรรม / โครงการแก้ไขปัญหา
ประชุมเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ประชุมกลุ่มย่อย เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินกิจกรรมร่วมกัน ดังนี้
โครงการคุณภาพชีวิตที่ดีเริ่มที่ตัวเรา ดำเนินการโดย ประยุกต์กรอบทฤษฎี PRECEDE-PROCEDE Model และ PENDER'S HEALTH PROMOTION Model ได้ข้อสรุปเป็นภาคปฏิบัติว่า ในการให้เกิดพฤติกรรมสุขภาพที่ดี ควรดำเนินการดังนี้
- ต้องให้องค์ความรู้ด้วยสื่อต่างๆ รวมถึงการจัดฝึกอบรม สัมมนา
- ต้องเอื้อทรัพยากรต่างๆ ที่จำเป็น เพื่อให้เกิดพฤติกรรมนั้นๆ เช่น อุปกรณ์กีฬา สนาม ห้องคลายเครียด สวนผักปลอดพิษ เป็นต้น
- ต้องสาธิตเพื่อให้เกิดทักษะ ในการปฏิบัติพฤติกรรมสุขภาพที่ดี
- ต้องกำหนดช่วงเวลา เพื่อเป็นหลักประกันให้ปฏิบัติ พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ โดยโรงพยาบาลวังน้อย ได้กำหนดการทำกิจกรรม ในช่วง 15.30-16.30 น. ของทุกวันทำการ
- จัทนร์ พุธ ศุกร์ เป็นกิจกรรมของกลุ่มออกกำลังกาย
- อังคาร เป็นกิจกรรมของกลุ่มคลายเครียด
- พฤหัสบดี เป็นกิจกรรมของกลุ่มป้องกันโรค และอุบัติเหตุจากการทำงาน
- ศุกร์ เป็นกิจกรรมของกลุ่มโภชนาการเสริม หรือสลับกับกลุ่มออกกำลังกาย
กิจกรรมในช่วงเวลาที่กำหนด เป็นช่วงเวลาที่เน้นในการปฏิบัติ พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ส่วนกิจกรรมอื่นๆ ได้แก่ การเผยแพร่ความรู้ ข้อมูลข่าวสาร การประชุมอบรม การสาธิต การให้บริการด้านการส่งเสริมสุขภาพ แก่เจ้าหน้าที่ และผู้รับบริการใช้ช่วงเวลาอื่น ที่เหมาะสมในการกิจกรรมนั้นๆ หรือผสมผสานไปกับงานบริการ ของจุดบริการต่างๆ ของโรงพยาบาลโครงการพัฒนาโรงพยาบาลวังน้อย เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ดำเนินการตามกรอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ และนโยบายโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ 8 ข้อ
ขั้นตอนที่ 4 ขั้นตอนในการควบคุมกำกับงาน
ได้ดำเนินการควบคุมกำกับงาน ในการดำเนินโครงการโดย
- ประชุมผู้นำกลุ่ม เพื่อควบคุมกำกับงาน / กิจกรรม ให้เป็นไปตามเป้าหมาย
- ประชุมเจ้าหน้าที่ทั้งหมด และประชุมกลุ่มย่อย เพื่อแจ้งความคืบหน้าของกิจกรรม / โครงการ และร่วมกันแก้ไขปัญหาในการทำกิจกรรม / โครงการ
ขั้นตอนที่ 5 ขั้นตอนในการประเมินผล
ได้มีการประชุมร่วมกัน กำหนดขั้นตอนในการประเมินผลเป็นระยะๆ เพื่อเป็นการพัฒนารูปแบบโครงการอย่างต่อเนื่อง
ข้อขัดข้อง สิ่งท้าทาย และการแก้ไข
- บุคลากรมีการเปลี่ยนแปลงสูง ทำให้ต้องทำการปลูกฝังแนวคิดกันใหม่ เมื่อบุคลากรเปลี่ยนแปลง
- บุคลากรบางส่วนยังไม่เข้าใจกระบวนการ พัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ บางส่วนไม่เข้าใจกระบวนการมีส่วนร่วม บางส่วนไม่เข้าใจปัจจัยที่ส่งผล ต่อพฤติกรรมมนุษย์ จึงทำให้เกิดความท้อแท้ ส่งผลถึงความต่อเนื่อง ของกระบวนการพัฒนากิจกรรม ซึ่งแก้ไขโดยชี้แจง ทำความเข้าใจ ให้กำลังกายใจ และสนับสนุนการดำเนินงาน และทำการฝึกอบรม หรือประชุมเพื่อแก้ไขปัญหา
- ขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ แก้ไขโดยส่งบุคลากรบางส่วนเข้ารับการฝึกอบรม และ/หรือ ส่งบุคลากรศึกษาต่อระดับปริญญาโท ด้านการส่งเสริมสุขภาพ
- เจ้าหน้าที่มีความหลากหลาย ในด้านพื้นฐานส่วนบุคคล ความมีส่วนร่วมในกิจกรรม ไม่สามารถเกิดได้กับทุกคน และในทุกขั้นตอนของการมีส่วนร่วม เจ้าหน้าที่บางท่าน อาจมีส่วนร่วมในขั้นตอนต่างๆ มากน้อย แตกต่างกัน ด้วยเหตุผลส่วนตัว หรือหน้าที่การงาน เช่น มนุษยสัมพันธ์ หรือพยาบาลที่ต้องปฏิบัติงานเวรผลัด 8 ชั่วโมง โครงการก็สามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี และเจ้าหน้าที่ทุกคนอย่างน้อย สามารถมีส่วนร่วมใน 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนการค้นหา วิเคราะห์ปัญหา และขั้นตอนการได้รับประโยชน์ จากการดำเนินกิจกรรมแก้ปัญหา
จุดเด่น หรือนวัตกรรม
จุดเด่นของการดำเนินงาน โครงการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ของโรงพยาบาลวังน้อย คือ
- มีกรอบการดำเนินการ มีกระบวนทัศน์ มีแนวคิด มีกลยุทธในการดำเนินการพัฒนาอย่างชัดเจน
- เป็นการพัฒนาองค์กร โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ พร้อมๆ กับ การพัฒนาคน และพัฒนากิจกรรม โดยยึดหลักที่ว่า คน/องค์กร ที่มีองค์ความรู้ กระบวนทัศน์ แนวคิด และทัศนคติ หรือความคิดที่ดี จะร่วมกันกำหนดกิจกรรมในการดำเนินงานที่ดี โดยไม่เน้นให้มีกิจกรรมเป็นหลัก ถ้าคนไม่พร้อม หรือไม่ได้พัฒนาความรู้ กระบวนทัศน์ แนวคิด
- เป็นโอกาสให้เกิดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ ทั้งในภาพกว้าง และภาพลึกเชิงคุณภาพ อย่างไม่จำกัด ตามศักยภาพของสมาชิกในองค์กร และองค์ความรู้ที่ได้รับการพัฒนา
- พัฒนาเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ทำไปเรียนรู้ไป โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม 5 ขั้นตอน และใช้กระบวนการวิจัย ในการพัฒนาคน องค์ความรู้ และกิจกรรม
- เกิดเครือข่ายการส่งเสริมสุขภาพในชุมชน โดยองค์การบริหารส่วนตำบล แนะนำชาวบ้าน อาสาสมัคร จัดทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การออกกำลังาย การแก้ไขปัญหายาเสพติด เกิดกลุ่มเด็กหญิงบุญสร้าง เด็กชายยั้งคิด เพื่อพัฒนาเด็ก เป็นต้น
เกิดเครือข่ายส่งเสริมสุขภาพกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม เป็นสถานที่ทำงานเพื่อสุขภาพ โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ค่ายบำบัดยาเสพติด โรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง ของศูนย์ต่อสู้ป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพบกที่ 1 เป็นต้น- เป็นที่ศึกษาดูงานของโรงพยาบาลต่างๆ แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข จำนวน 38 คณะ รวมประมาณ 1,310 คน (สิงหาคม 2545) เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และขยายแนวคิดการสร้างเสริมสุขภาพ และพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ผู้ที่มาศึกษาดูงานสามารถ นำไปใช้พัฒนาองค์กร และต่อยอดการพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ของตนเองได้เร็วขึ้น เกิดเป็นเครือข่ายที่สำคัญ ในการพัฒนาการสร้างเสริมสุขภาพ ของประเทศ
ผลลัพธ์ของการดำเนินงานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ สภาวะสุขภาพทั่วไป
โรงพยาบาลวังน้อยได้ดำเนินการพัฒนา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2541 จนถึงปัจจุบัน เกิดกิจกรรม / โครงการหลายโครงการ ตัวอย่างของผลลัพธ์ของการดำเนินงานมีดังนี้
ด้านเจ้าหน้าที่
โครงการคุณภาพชีวิตที่ดี เริ่มที่ตัวเรา ได้ทำการศึกษาในเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลวังน้อย จำนวน 75 คน เป็นกลุ่มทดลอง และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบางปะอิน จำนวน 120 คน เป็นกลุ่มควบคุม ระหว่างเดือนกันยายน-พฤศจิกายน 2541 พบว่า เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลวังน้อย มีความรู้ความเข้าใจในแนวคิด ด้านการส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่ และแนวคิดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ มีการรับรู้ประโยชน์ รับรู้ปัญหาอุปสรรค รับรู้ความสามารถของตนเอง ในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และเกิดพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ (ด้านออกกำลังกาย ด้านโภชนาการ ด้านคลายเครียด ด้านโรคและอุบัติเหตุจากการทำงาน) ดีขึ้น แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม ผลการตรวจโคเลสเตอรอล ไตรีกลีเซอไรด์ ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ LDL ในกลุ่มทดลองลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ HDL ในกลุ่มทดลองเพิ่อมขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ความเครียดในกลุ่มทดลอง ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สมรรถภาพทางกายในกลุ่มทดลองดีขึ้น แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม
ด้านผู้ป่วย และชุมชน
โครงการส่งเสริมสุขภาพผู้ป่วยเบาหวาน ได้ทำการศึกษาในคลินิกผู้ป่วยเบาหวาน จำนวน 59 คน โดยใช้กระบวนการสร้างพลัง (Empowerment) ในการให้ผู้ป่วยเรียนรู้ เพื่อสร้างความตระหนัก และเกิดพันธะสัญญา ในการควบคุมน้ำตาลในเลือด และปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ โดยกิจกรรมสร้างพลัง จำนวน 5 ครั้ง เดือนละครั้ง ระหว่างเดือนมกราคม - มิถุนายน 2544 ผลการดำเนินโครงการ พบว่า ระดับน้ำตาลในเลือด ของผู้ป่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนเข้าร่วมโครงการ และเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ผู้ป่วยรู้จัก และเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น เกิดสัมพันธภาพระหว่างสมาชิกกลุ่มด้วยกัน มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นกำลังใจ ให้คำแนะนำการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เมื่อเพื่อนสมาชิกในกลุ่มมีปัญหา หรือมีความเครียด ก่อให้เกิดความรัก ความห่วงใย ซึ่งกันและกันในกลุ่ม ผู้ป่วยจะคอยกระตุ้นเตือนกันเอง โดยการใช้โทรศัพท์ เพื่อให้มาตรวจตามแพทย์นัด หรือจะชวนมาพร้อมๆ กัน และจะนำอาหาร สมนุไพร เช่น หญ้าปักกิ่ง มารับประทานร่วมกัน และมาฝากสมาชิกในกลุ่ม เกิดทักษะในการฟื้นฟู เช่น ผู้ป่วยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน พืชสมุนำไพรมานวดประคบมือเท้าที่มีอาการชา ีรับประทานหญ้าปักกิ่ง เพื่อลดน้ำตาลในเลือด ควบคู่กับการรักษาโรคเบาหวานของโรงพยาบาล จากการซักถามผู้ป่วยสามารถอธิบายอาการ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติ ผู้ป่วยจะรีบดื่มน้ำหวาน หรืออมลูกอมทันที แล้วนอนพักอาการดังกล่าวดีขึ้น
ผู้ป่วยมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพดีขึ้น
- ลดอาหารหวาน มัน เค็ม เน้นรับประทานผัก และผลไม้ รสหวานน้อย และรับประทานปลา ผู้ป่วยส่วนใหญ่รับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว รวมถึงคนในครอบครัว ก็รับประทานข้างกล้อง
- การออกกำลังกาย ผู้ป่วยออกกำลังกายอย่างมีแบบแผนได้ถูกต้อง ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอทุกวัน สามารถนำออกกำลังกาย ในกลุ่มสมาชิกด้วยกันเองได้
- ผู้ป่วยเห็นความสำคัญของการมาตรวจตามนัด และการเข้าร่วมกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ
- เมื่อมีภาวะเครียด สามารถหาวิธีการจัดการกับคววามเครียดได้ เช่น หางานอดิเรกทำ ปลูกต้นไม้ สวดมนต์ ทำสมาธิก่อนนอนทุกคืน
- ผู้ป่วยมีการพัฒนาด้านจิตวิญญาณมากขึ้น โดยใช้หลักศาสนาพุทธ มาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้ทำความดี เผื่อแผ่เพื่อนบ้าน การรู้จักชีวิต มีเป้าหมายแผนการดำเนินชีวิต และมีความหวังในบั้นปลายชีวิต อยากมีอายุยืน มีความสุขกับลูกหลาน
โครงการส่งเสริมสุขภาพสตรีวัยเจริญพันธุ์
ได้ทำการศึกษาในหญิงมีครรภ์ ที่มารับฝากครรภ์ ที่โรงพยาบาลวังน้อยจำนวน 280 คน ระหว่างเดือนตุลาคม 2544 - กันยายน 2545 โดยใช้กระบวนการสร้างพลังให้หญิงมีครรภ์เรียนรู้ สร้างความตระหนัก โดยมีเป้าหมายร่วมกัน คือ "ลูกน้อยที่มีคุณภาพ" ที่คาดหวัง มีหญิงมีครรภ์ ที่ผ่านกระบวนการสร้างพลังครบ 4 ครั้ง ตามมาตรฐานจำนวน 100 ราย ผลการดำเนินโครงการ พบว่า
- หญิงมีครรภ์ที่ได้รับการสร้างเสริมสุขภาพ ด้วยกระบวนการสร้างพลัง สามารถเพิ่มศักยภาพความสามารถในการดูแล และพัฒนาสุขภาพของตนเองได้ดีขึ้น ในการบรรลุสุขภาวะที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ และสังคม ได้ลูกที่มีคุณภาพตามที่คาดหวัง
- หญิงมีครรภ์เกิดกลุ่มช่วยเหลือกันเอง (Self Help Group) ในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์
- หญิงมีครรภ์ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ด้านการออกกำลังกาย การคลายเครียด การมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัว และด้านการพัฒนาทางด้านจิตวิญญาณ
โครงการ ข้าวกล้อง น้ำเต้าหู้ ผักสวนครัวรั้วกินได้
ได้ดำเนินการดังนี้
- มีบริการแจกน้ำเต้าหู้ที่ตึกผุ้ป่วยนอก ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ ตอนเช้าเวลา 8.00 น. ผู้ใช้บริการน้ำต้าหู้จำนวนทั้งหมดประมาณ 100,000 คน รวมถึงผู้ป่วยใน หญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ คลินิกสุขภาพเด็กดี
- มีการจัดนิทรรศการ / สาธิต อาหารเพื่อสุขภาพ เช่น สาธิตการทำน้ำเต้าหู้ ข้าวต้มข้าวกล้อง ที่ตึกผู้ป่วยนอก ตึกผู้ป่วยใน และในชุมชน
- มีถั่วเหลือง และข้าวกล้องที่มีคุณภาพสูงจัดจำหน่ายให้แก่ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลวังน้อย ผู้รับบริการ ในราคาถูกกว่าท้องตลาด
- เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลวังน้อย และผุ้ป่วยในทุกคน ได้รับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว
- เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลวังน้อย ร่วมกันปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ นำมาประกอบอาหารแทนผักบางอย่าง เป็นบางมื้อ
ผลจากการดำเนินโครงการ
- เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลวังน้อย ผู้รับบริการ และชุมชน มีความรู้ถึงประโยชน์ของข้าวกล้อง น้ำเต้าหู้ จนเกิดความตระหนัก มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคข้าวกล้อง แทนข้าวขาว และดื่มน้ำเต้าหู้กันมากขึ้น
- สุขภาพของผู้ที่รับประทานข้าวกล้อง เป็นประจำสม่ำเสมอแข็งแรงขึ้น เห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวานแข็งแรงขึ้น ตามัว มือเท้าชาลดลง ระดับค่าน้ำตาลในเลือด และความดันโลหิตลดลง อยู่ในเกณฑ์พึงพอใจ หญิงตั้งครรภ์ได้แนะนำคนในครอบครัว และเพื่อนบ้านให้รับประทานข้าวกล้อง มีบางครอบครัวรับประทานข้าวกล้องกันทุกคน และจากการติดตามเยี่ยมบ้าน สัมภาษณ์ญาติ ถึงผลของการรับประทานข้าวกล้อง ที่มีต่อสุขภาพ ญาติพึงพอใจ สุขภาพแข็งแรงขึ้น เจ็บป่วยลดลง ท้องไม่ผูก
- เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลวังน้อย ได้รับประทานผักปลอดสารพิษ แทนการซื้อผักสดจากตลาดเป็นบางมื้อ และเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลอีกด้วย
- ืทำให้เกิดความสามัคคี การมีส่วนร่วม ช่วยเหลือ เอื้ออาทร ของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลวังน้อย
โครงการขยับกาย สบายชีวี
- ได้ดำเนินการดังนี้ มีการประชาสัมพันธ์กิจกรรมออกกำลังกาย ตามสถานที่ต่างๆ ในชุมชน โดยติดป้ายผ้า แจกเอกสารแผ่นพับ จัดนิทรรศการบริเวณตลาดนัด สนามเด็กเล่น อบต. ราวสะพายลอย โรงเรียน ออกรถเสียงตามสาย ออกอากาศโดยหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน เคาะประตูบ้านประชาสัมพันธ์
- มีการเช็คสุขภาพเบื้องต้นก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง โดยการวัดความดันโลหิต จับชีพจร ชั่งน้ำหนัก เพื่อป้องกันการเกิดอันตราย จากการออกกำลังกาย
ผลการดำเนินโครงการ
- มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการรวมพลังสร้างสุขภาพ อำเภอวังน้อย ทั้งหมด 470 คน เกิดชมรมทั้งหมด 7 ชมรม ดังนี้
- ชมรมสร้างเสริมสุขภาพในเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลวังน้อย จำนวนสมสาชิก 93 คน
- ชมรมสร้างเสริมสุขภาพ เด็กหญิงบุญสร้าง เด็กชายยั้งคิด จำนวนสมาชิก 40 คน มีการออกกำลังกายทุกวัน เวลา 17.00-17.40 น. โดยเต้นแอโรบิค
- ชมรมสร้างเสริมสุขภาพ ตำบลพยอม จำนวนสมาชิ 57 คน มีการออกกำลังกายทุกวันอังคาร พฤหัสบดี ศุกร์ เวลา 18.00-19.00 น. โดยการเต้นแอโรบิค รำกระบอง
- ชมรมสร้างเสริมสุขภาพ หมู่บ้านเจษฎา 6 หมู่ 4 ตำบลลำไทร จำนวนสมาชิก 50 คน มีการออกกำลังกายทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เวลา 18.00-19.00 น. โดยการเต้นแอโรบิค รำกระบอง
- ชมรมสร้างเสริมสุขภาพ ตลาดวังน้อยเมืองใหม่ จำนวนสมาชิก 40 คน มีการออกกำลังกายทุกวันจันทร์ พฤหัสบดี ศุกร์ เวลา 18.00-19.00 น. โดยการเต้นแอโรบิค รำกระบอง การออกกำลังกายแบบจีน
- ชมรมสร้างเสริมสุขภาพ หมู่บ้านเจษฎา 7 หมู่ 4 ตำบลลำไทร จำนวนสมาชิก 40 คน มีการออกกำลังกายทุกวันอังคาร พฤหัสบดี ศุกร์ เวลา 17.30-18.30 น. โดยการเต้นแอโรบิค รำกระบอง
- ชมรมสร้างเสริมสุขภาพ ผู้ป่วยเบาหวาน และความดันโลหิตสูง จำนวนสมาชิก 150 คน มีการออกกำลังกายทุกวันอังคาร พุธ เวลา 8.30-9.00 น. โดยการรำกระบอง ยืดเส้นยืดสาย ชี่กง
- เกิดผู้นำในการนำออกกำลังกายในชุมชน
- เจ้าหน้าที่ ผู้รับบริการ และประชาชนทั่วไป สนใจมาร่วมกิจกรรมกันอย่างสม่ำเสมอ
- ทุกคนที่มาออกกำลังกาย จะเห็นถึงประโยชน์ของการออกกำลังกาย เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้มีสุขภาพแข็งแรงยิ่งขึ้น หน้าสดชื่น มีความกระฉับกระเฉงมากยิ่งขึ้น ช่วยลดน้ำหนัก มีเพื่อนใหม่ ภาวะเครียดลดลง
- เกิดความมีส่วนร่วมในชุมชน ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง มีการประสานงาน และร่วมงานกันระหว่างโรงพยาบาล สถานีอนามัย องค์การบริหารส่วนตำบล แกนน้ำชุมชน เช่น อสม. ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน
- องค์การบริหารส่วนตำบลต่างๆ เช่น ตำบลพยอม ตำบลลำไทร ได้สนับสนุนงบประมาณในเรื่อง ของการจัดซื้อเครื่องขยายเสียง ชุดกีฬา เครื่องกีฬา ค่าวิทยากรนำเต้แอโรบิค ทางแกนนำชุมชนให้การสนับสนุนดูแล เรื่องสถานที่ น้ำดื่ม เครื่องดื่มสมุนไพร
โครงการเด็กหญิงบุญสร้าง เด็กชายยั้งคิด
ได้ดำเนินการดังนี้
- เกิดการรวมกลุ่มของเด็กๆ ในชุมชน หมู่ 4 ตำบลลำไทร โดยมีแม่บ้านท่านหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการเองตามธรรมชาติ โดยโรงพยาบาลเป็นผู้สนับสนุน เกิดเป็นชมรม "เด็กหญิงบุญสร้าง เด็กชายยั้งคิด" มีสมาชิกในเบื้องต้นจำนวน 40 คน และจะขยายเครือข่ายรับสมาชิกเพิ่มขึ้น
- กิจกรรมการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ แก่เด็กๆ ในชมรม เน้นการสร้างเสริมศักยภาพ โดยใช้เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ และให้ครอบครัวมามีส่วนร่วม โดยจัดกิจกรรมที่เหมาะสม กับช่วงอายุของเด็กแต่ละวัย ผลการดำเนินงานจัดกิจกรรมแบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้
ส่วนที่ 1 การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
- รวมกลุ่มจัดกิจกรรมสวดมนต์ / ไหว้พระตอนเย็น ทุกวัน จันทร์-ศุกร์ อย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มแม่บ้าน และกลุ่มผู้ปกครองในชุมชนส่วนที่ 2 ส่วนที่ได้รับการสนับสนุน / และพัฒนากิจกรรมที่เหมาะสมกับเด็ก โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และองค์กรท้องถิ่นในชุมชน
- รวมกลุ่มทำกิจกรรมสร้างพลัง (Empowerment) โดยสอดแทรกทั้งสาระ และความสนุกสนาน เสริมแรงทางบวก เพื่อจูงใจให้เด็กเกิดความสนใจ เพลิดเพลินในการเรียนรู้สิ่งสำคัญๆ ต่างๆ อย่างเป็นขั้นตอน โดยมุ่งให้เด็กได้รับการพัฒนาในทิศทางที่เหมาะสม แก้ไขพฤติกรรมที่เป็นปัญหา และสามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้ อย่างมีความสุข ทุกวันพุธ อย่างต่อเนื่อง- พัฒนาสมุกบันทึก ธนาคารความดี ให้แก่สมาชิกชมรม จำนวน 40 เล่ม และติดตามศึกษาประเมินผลความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง
- จัดตั้งกองทัน ชมรม "เด็กหญิงบุญสร้าง เด็กชายยั้งคิด" โดยมีกองทุนเบื้องต้น 15,000 บาท
ผลที่ได้จากการดำเนินโครงการ
- เด็กๆ ปฐมวัยในชุมชนได้รับการพัฒนา IQ, EQ และ MQ หล่อหลอมความเป็นมนุษย์ เพื่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไป
- เกิดประโยชน์ต่อการกระตุ้น ให้พ่อแม่ผู้ปกครองในชุมชน ได้ตระหนัก และเห็นความสำคัญของการอบรมเลี้ยงดูบุตร ที่ถูกต้องเหมาะสม สอดคล้องกับธรรมชาติ พัฒนาการในวัยเด็ก โดยมุ่งให้เด็กได้รับการพัฒนา ในทิศทางที่เหมาะสม สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมี ความสุขต่อไป
- ชุมชนมีส่วนร่วม และตระหนักถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชน โดยร่วมสนับสนุนแรงกาย แรงใจ และกำลังสติปัญญา ในกิจกรรมการพัฒนาของเด็กๆ เช่น ร่วมบริจาคทรัพย์จัดตั้งมูลนิธิชมรม เด็กหญิงบุญสร้าง เด็กชายยั้งคิด องค์การบริหารส่วนตำบลร่วมสนับสนุน วัสดุ อุปกรณ์กีฬา สนามเด็กเล่นแก่ชมรม พ่อแม่ผู้ปกครองร่วมกันสละแรงกาย แรงใ สนับสนุนกิจกรรมชมรมด้วยดีเสมอมา ก่อเกิดความรักสามัคคีในชุมชน และร่วมกันดูแลเด็ก และเยาวชย ซึ่งจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต